ไลฟ์สไตล์

 "ศก.โลกทรุด-บาทแข็ง-ภาษีแพง-ห้างรุก"
ปัจจัยทำให้เอสเอ็มอีไทยปีกระต่ายไม่ฟื้น

"ศก.โลกทรุด-บาทแข็ง-ภาษีแพง-ห้างรุก" ปัจจัยทำให้เอสเอ็มอีไทยปีกระต่ายไม่ฟื้น

01 ม.ค. 2554

แม้ภาพรวมของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ประเมินตามรายไตรมาส ภายใต้ “การรายงานสถานการณ์ SMEs ไตรมาส 3/2553 และแนวโน้มปี 2554” ว่า มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.3% ก็ตาม แต่ในมุมมองของผู้ป

  ก่อนหน้านี้ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)ระบุถึง “การรายงานสถานการณ์ SMEs ไตรมาส 3/2553 และแนวโน้มปี 2554” ว่า ในปี 2553 มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศจำนวน 2.89 ล้านราย ทำให้เกิดการจ้างงานถึง 9.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 78.2 ของการจ้างงานรวมทั้งประเทศ และที่สำคัญธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี เอสเอ็มอี (GDP SMEs) เพิ่มขึ้น จะเห็นได้จากไตรมาส 3/2553 จีดีพี เอสเอ็มอีมีมูลค่า 941,074.2 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 7.3

 นายยุทธศักดิ์ชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขการส่งออกทั้งประเทศในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2553 (มกราคม-กันยายน) มีมูลค่า 4,613,848.0 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 22.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกของผลิตภัณฑ์จากเอสเอ็มอี มีมูลค่า 1,312,805.0 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 10.6 ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปในประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะจีน และญี่ปุ่น ซึ่งมีการขยายตัวถึงร้อยละ 38.4 และ 19.2 ตามลำดับ ขณะที่สหรัฐอเมริกา หดตัวลงร้อยละ 1 สินค้าหลักของเอสเอ็มอีที่มีการขยายตัวในระดับสูง ได้แก่ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก ยางและของที่ทำด้วยยาง ขยายตัวถึงร้อยละ 47.5 และ 28.2 ตามลำดับ ส่วนอัญมณีและเครื่องประดับ หดตัวลงร้อยละ 7.9

 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในการจัดตั้งและสิ้นสภาพกิจการนิติบุคคลในส่วนของเอสเอ็มอีในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2553 นั้น กิจการจัดตั้งใหม่มีทั้งหมด 38,324 ราย ขยายตัวร้อยละ 21.4 โดยมีกิจการที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 5 ลำดับแรกในเดือนกันยายน ได้แก่ บริการนันทนาการ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ บริการด้านธุรกิจอื่น และธุรกิจให้คำปรึกษาด้านบริหารจัดการ ส่วนการสิ้นสภาพกิจการมีจำนวน 9,216 ราย หดตัวลงร้อยละ 82.5 กิจการที่สิ้นสภาพสูง 5 ลำดับแรกในเดือนกันยายน ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ บริการด้านธุรกิจอื่น ภัตตาคาร ร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการ

 “ตลอดทั้งปี 2553 เราคาดการณ์ว่า จีดีพี เอสเอ็มอีจะขยายอยู่ที่ประมาณ 3.35-3.45 ล้านล้านบาท หรือขยายตัวร้อยละ 6.5-6.7 เพิ่มขึ้นจากการหดตัวร้อยละ 2.4 ในปี 2552 เพราะเป็นผลมาจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวทั้งด้านการส่งออก การนำเข้าสินค้าขั้นกลางและสินค้าทุน คาดการณ์ว่า ในปี 2554 จีดีพี เอสเอ็มอี จะขยายตัวร้อยละ 3.2-3.5 ชะลอตัวลงจากปี 2553 จากการที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว และแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาท“ นายยุทธศักดิ์ กล่าว

 นายสุระ สูทกวาทิน ประธานชมรมเอสเอ็มอีไทยภูมิปัญญาไทย และกรรมการผู้จัดการบริษัท รัสมิ์ศรัณย์ จำกัด ผู้ผลิตขนมลูกชุบ และขนมไทย ภายใต้เครื่องหมายการค้า "ขนมไทย สุพัตรา" สะท้อนในมุมมองของผู้ประกอบการว่า แม้หลังจากการชุมนุมกลางเมืองหลวงยุติลง สถานการณ์เอสเอ็มอีจะกระเตื้องขึ้นมาบ้าง แต่เป็นแค่เล็กน้อยและตลาดภายในประเทศเท่านั้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่แปรรูปจากพืชสมุนไพรไทยต้องปิดตัวลงกว่า 20% จึงยังมองไม่ออกว่า ในปี 2554 ธุรกิจรายย่อยจะดีขึ้นอย่างไร เพราะทุกวันนี้ต้องอาศัยตลาดภายในประเทศเป็นหลัก

 "ตอนนี้ผู้ประกอบการของเราจะมีการหารือเพื่อขอผ่อนคลายจากรัฐบาล เพื่อพยุงธุรกิจรายย่อยอย่างยั่งยืน เบื้องต้นผมมองว่า ขอให้รัฐบาลพิจารณาในเรื่อง 3 ประเด็นด้วยกัน คือ ให้ทบทวนภาษีใหม่สำหรับผู้ที่แปรรูปจากสินค้าเกษตร เพราะทุกวันนี้เมื่อนำสินค้าไปขายที่ห้างสรรพสินค้ามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท จะถูกหักภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แล้วยังถูกหักภาษีรายได้จากผลประกอบการอีก ส่วนอีกประเด็นขอให้รัฐบาลหาตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพราะหลังจากมีการชุมนุมทางการเมือง โดยเฉพาะช่วงถนนราชดำเนินเป็นต้นมา ออเดอร์จากต่างประเทศหายไปเลย และประเด็นสุดท้าย อยากให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควบคุมสถานการณ์บ้านเมือง อย่าให้เกิดความวุ่นวาย เพราะธุรกิจเหล่านี้จำนวนไม่น้อยที่ต้องอาศัยการตลาด นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ" นายสุระ กล่าว

 ประธานชมรมเอสเอ็มอีไทยภูมิปัญญาไทย ระบุด้วยว่า เอสเอ็มอีที่ขยายตัวนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นระดับกลาง ที่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ จำพวกเครื่องจักร ในส่วนของรายย่อยที่ใช้แรงงานคน หรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตด้วยมือ ไปไม่รอด อย่างผลิตขนมลูกชุบ และขนมไทยภายใต้เครื่องหมายการ "ขนมไทย สุพัตรา" ของเขา เดิมทีส่งออก 20% แต่ปัจจุบันต้องอาศัยตลาดภายในประเทศเท่านั้น โชคดีที่ทำมานานและติดตลาดแล้ว จึงกระทบไม่มากนัก

 สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่ยืนยันว่า สภาพความเป็นจริงของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังต้องเผชิญกับปัญหาอีกมากมาย โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้น การขยายห้างสรรพสินค้าเข้าสู่หัวเมือง ทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรม หันไปซื้อสินค้าภายในห้างสรรพสินค้ามากกว่า ฉะนั้นต้องรอ พ.ร.บ.ค้าปลีกและค้าส่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นการพิจารณา(ร่าง)ของกฤษฎีกา หาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านอาจเป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยได้

 "เมื่อคนนิยมเข้าห้าง เราต้องร่วมมือกับห้าง ให้สินค้าที่ขายในห้างกับผลิตภัณฑ์ชุมชนอยู่ด้วยกันได้ นั่นคือเอาผลิตภัณฑ์เอสเอ็มอีนำไปขายบนห้างด้วย ตอนนี้มีบางห้างที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และอีกทางออกหนึ่ง ทางภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ มหาดไทย เกษตรและสหกรณ์ รวมกระทรวงอุตสาหกรรม มาช่วยหาทางออกด้วยการพัฒนาคุณภาพสินค้า หาตลาดใหม่ๆ ทั้งชั่วคราวในรูปแบบของการจัดงาน และสร้างตลาดถาวรตามชุมชน จึงจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์เอสเอ็มอีฟื้นขึ้นมาได้" แหล่งข่าว

 ทั้งนี้เป็นมุมมองบางภาคส่วน ซึ่งมองไปในลักษณะเดียวกันว่า ในปีกระต่ายตื่นตูม (ปี 2554 ยังมีอุปสรรคนานัปการที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะต้องเผชิญอีก ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอ ภาวะเงินบาทที่แข็งค่า การขยายห้างสรรพสินค้าข้ามชาติไปยังหัวเมืองในภูมิภาค แม้แต่การเก็บภาษี เป็นต้น

"ดลมนัส  กาเจ"