ไลฟ์สไตล์

ปรับเงินเซสส์อัตราใหม่กก.ละ5บาท
จับตากลโกง-ซ้ำเติมผู้ประกอบการ

ปรับเงินเซสส์อัตราใหม่กก.ละ5บาท จับตากลโกง-ซ้ำเติมผู้ประกอบการ

31 ธ.ค. 2553

พลันทีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการออกประกาศการเปลี่ยนการเก็บเงินสงเคราะห์ปลูกยาง หรือ "เงินเซสส์" (CESS) เข้าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จากเดิมที่เคยเก็บในอัตรากิโลกรัม (กก.) ละ 1.40 บาท มาเป็น กก.ละ 5 บาท ตาม พ.ร.บ.กองทุนการทำสวนยาง พ.ศ.2503 แก้

   นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล ผู้ประกอบการแปรรูปและส่งออกน้ำยางข้นรายใหญ่ของโลกในนาม บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สะท้อนให้เห็นว่า หลังจากที่มีการเก็บเงินเซสส์อัตราใหม่ ทางผู้ประกอบการส่งออกและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับยางพาราได้มีการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องวัตถุประสงค์ของการเพิ่มอัตราการจัดเก็บเป็นแบบขั้นบันไดนั้น ใครเป็นผู้ที่ได้หรือเสียประโยชน์   ใครคือผู้ที่ควรมีสิทธิ์นำเงินเซสส์ที่จัดเก็บไปใช้ 

 "มีไทยกับมาเลเซีย ที่เก็บเงินเซสส์ มาเลเซียยังคงในอัตรา 1.40  บาทอัตราเดียว แต่เราปรับอัตราการจัดเก็บผันแปรตามราคายางพาราโลก หากยางพารา กก.ละ 100 บาท เก็บอัตราที่สูงที่สุด กก.ละ 5 บาท โยนภาระให้ผู้ประกอบการ ทำให้รายเล็กเอาตัวไม่รอด เพราะราคายางแพงขึ้น 4-5 เท่าตัว ไม่เงินจะซื้อ และยังต้องเพิ่มอีก กก.ละ 5 บาท ขณะที่อีกมุมหนึ่งต้องเผชิญกับปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า รายย่อยเจ๊ง ขาดสภาพคล่องของเงินหมุนเวียน ผมเห็นด้วยให้ยังคงมีการจัดเก็บเงินเซสส์ แต่ควรเก็บในอัตราเดียวไม่ใช่แบบขั้นบันได และไม่ควรเกิน กก.ละ 2.00-2.50 บาท ถ้ามีความเป็นไปได้ ควรจัดเก็บทุกภาคส่วนทั้งต้นน้ำ  กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อนำมาพัฒนายางพาราอย่างต่อเนื่อง" นายวรเทพ กล่าว

 ที่สำคัญ นายวรเทพระบุว่า การเก็บเงินเซสส์เพิ่มขึ้น ทำให้มีการลักลอบส่งออกยางพาราไปยังประเทศเพื่อนตามแนวชายแดนภาคใต้และพบอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังทราบด้วยว่า ได้มีกลุ่มผู้ส่งออกบางส่วนมีการตั้งโต๊ะสร้างสต็อกลม ซึ่งปกติพบว่า มีการซื้อยางพาราล่วงหน้า 3 เดือนอยู่ราว 3.8 แสนตัน แต่พอตรวจเมื่อวันที่  20-30 กันยายน ที่ผ่านมา พบว่ามีการสัญญาซื้อขายล่วงหน้าถึง 8 แสนตัน ตรงนี้แต่งตัวเลขเพื่อเลี่ยงการเก็บเงินเซสส์หรือไม่

 ในมุมมองของ นายประชัย กองวารี นายกสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย เห็นว่า การจัดเก็บเพิ่มเงินเซสส์ก็เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาต้นน้ำ กลางน้ำแ ละปลายน้ำ ของวงการยางไทยทั้งระบบ ในทางปฏิบัติไม่สามารถดำเนินการได้เพราะติดเงื่อนไขในมาตรา 18 ซึ่งกำหนดให้เงินเซสส์สามารถนำไปใช้ได้เพียง  3  ส่วนคือ 85% ใช้เพื่อการปลูกทดแทน, 10 % สกย.ใช้เป็นค่าบริหารจัดการ และ  5% สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรใช้ในงานวิจัยและพัฒนาเรื่องยางพารา

 ดังนั้นถ้ารัฐบาลต้องการนำเงินที่ได้จากการจัดเก็บเงินเซสส์ในอัตราใหม่ไปใช้ในการพัฒนาความเข้มแข็งให้แก่วงการยางไทยทั้งระบบ จำเป็นจะต้องมีการกำหนดแผนการพัฒนาต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกภาคส่วน รวมทั้งจะต้องมีการแก้ไขมาตรา 18  เพื่อให้สามารถนำเงินเซสส์ ไปใช้ในนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติให้มีความหลากหลาย เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยส่งออกน้ำยางดิบสูงถึง 88% และใช้ในประเทศเพียง 12% เท่านั้น  

 "สิ่งที่น่าสังเกตคือ น้ำยางข้นจากประเทศไทยเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ผลิตภัณฑ์ยางจากไทยไม่เป็นที่ต้องการของตลาด มาเลเซียนำเข้าน้ำยางข้นจากไทยไปแปรรูปแต่ขายได้ จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางอย่างจริงจัง เห็นด้วยที่จะให้เก็บเงินเซสส์จากธุรกิจปลายน้ำด้วย แต่ต้องเป็นอัตราเดียวและไม่ควรสูงจนเกินไป" นายประชัย กล่าว

 ด้าน นายพิเชษฐ์ พร้อมมูล นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยยาง  กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การจัดเก็บเงินเซสส์อัตราเดิม กก.ละ 1.40  บาท ถ้าคำนวณจากผลผลิตต่อไร่ และอายุการให้ผลผลิตไม่เพียงพอที่จะส่งเสริมให้ปลูกแทน แต่ที่เงินเซสส์เหลือ 5,000  ล้านบาท เพราะน้ำยางราคาสูง เกษตรกรจึงไม่สนใจที่จะโค่นปลูกทดแทนแม้จะมีอายุมากก็ตาม  
 ในส่วนของเงินเซสส์ที่จัดสรรให้งานวิจัย 5% ที่ผ่านมาสถาบันวิจัยยางดำเนินการวิจัยเท่าที่จะทำได้  แต่ความจริงแล้วยังมีงานวิจัยจำนวนมากที่ต้องรอ หรือชะลอการดำเนินการ ทำให้ประเทศไทยต้องเสียโอกาสและไม่สามารถใช้ประโยชน์จากงานวิจัยยางได้อย่างเต็มที่ 

 อีกมุมมองของนักวิชาการอย่าง รศ.ดร.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ ผอ.ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านยางพารา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เห็นว่า การปรับอัตราการจัดเก็บเงินใหม่ ถ้ามีผลกระทบและทำให้ผู้เกี่ยวข้องเดือดร้อน ควรมีการทบทวนใหม่โดยระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนนำไปปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดความชอบธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย อีกทั้งเห็นว่าควรจัดเก็บในช่วงที่เศรษฐกิจขาขึ้น ที่สำคัญควรมีมาตรการจัดเก็บและมาตรการการใช้เงินที่ชัดเจนโปร่งใส

 อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการปลูกยางแทนนั้นเป็นเรื่องดีสำหรับประเทศไทยเพราะทำให้ประเทศไทยมีรายได้ปีละหลายแสนล้านบาท ถ้าภาครัฐมีนโยบายที่จะขยายพื้นที่ปลูกยางใหม่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ ควรทำควบคู่ไปกับการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เรื่องยางที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกร ฉะนั้นเงินเซสส์อัตราใหม่เบื้องต้นควรสนับสนุนงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างเป็นระบบ โดยงบส่วนหนึ่งควรให้แก่สถาบันวิจัยยาง อีกส่วนหนึ่งควรเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนที่สนใจเสนอโครงการงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ได้ดำเนินการ  

 ส่วน นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ กรรมการบริหารกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (กสย.) กล่าวว่า การปรับอัตราเงินเซสส์ใหม่ หากมีการวางระบบและเงื่อนไขการนำเงินไปใช้ที่ชัดเจน โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบ ภาครัฐควรชะลอการปรับอัตราเงินเซสส์ไว้ก่อน และควรมีการจัดตั้งหน่วยงานที่เป็นที่เชื่อถือทำการตรวจสอบระบบบัญชีให้รอบคอบ เพื่อป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นทั้งเรื่องของสต็อกลม สัญญาลม และการลักลอบส่งออก

 "เมื่อหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า ควรมีการปรับแก้เพื่อให้การใช้เงินเซสส์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรจะนำไปสู่การปรับแก้เงื่อนไขที่เหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการของวงการยางไทยมากขึ้น มาตรา 18 ที่กำหนดในการใช้วงเงิน ส่วนเรื่องของสต็อกยาง และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ควรมีการตั้งคณะกรรมการกลางทำการตรวจสอบทางบัญชีเพื่อสร้างความชอบธรรมการค้ากับทุกฝ่ายด้วย" นายอุทัย กล่าว

 ขณะที่ นายหลักชัย กิตติพล นายกสมาคมยางพาราไทย ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า การที่จะเพิ่มอัตราการจัดเก็บเงินเซสส์ใหม่ จะส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดลง ผู้ส่งออกต้องแบกรับภาระเงินภาษีร้อยละ 5 ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มาก และกระทบต่อสภาพคล่องของผู้ส่งออก ท้ายสุดภาษีที่เพิ่มเป็นผู้ซื้อต่างประเทศที่รับภาระไป

 ทั้งหมดนี้เป็นการสะท้อนจากวิทยากรที่เป็นตัวแทนหลายภาคส่วน บนเวทีสัมมนาหัวข้อ "ทิศทางการพัฒนาวงการยางพาราไทยภายใต้การปรับเงิน CESS อัตราใหม่” จัดโดยสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ณ ห้องประชุมวัฒนาสวรรยาธิปัติ อาคารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เมื่อไม่นานมานี้

 เสียงสะท้อนที่ได้มาพอสรุปได้ว่าการเก็บเงินเซสส์นั้นควรที่จะดำเนินการต่อไป เพื่อนำเงินที่ได้มานำมาใช้ประโยชน์ให้แก่วงการยางพาราไทยและเกษตรกร แต่ควรเก็บในอัตราเดียว ไม่ใช่กำหนดเป็นขั้นบันได ที่สำคัญเก็บในอัตราที่ไม่ควรจะเกิน กก.ละ 2.50 บาท

การเก็บอัตราเงินเซสส์แบบขั้นบันได
 นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการ สกย.  กล่าวว่า แนวคิดการจัดเก็บเงินเซสส์ เพื่อต้องการสนับสนุนให้เกษตรกรได้ยางพาราพันธุ์ดีแทนพันธุ์พื้นเมือง เริ่มแรกที่เก็บในลักษณะผันแปรตามราคายางดิบเก็บในปี 2523 จนกระทั่งปี 2531 จึงปรับมาเก็บอัตราเดียว ก่อนจะงดการจัดเก็บไปในช่วงที่ราคาตกต่ำในปี 2546 ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2553 จัดเก็บในอัตราสัมพันธ์กับราคายางดิบโลก

 สำหรับการเก็บเงินเซสส์ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดอัตราเงินสงเคราะห์ผู้ส่งออกยางนอกราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.กองทุนการทำสวนยาง พ.ศ.2503 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) ปี พ.ศ.2530 ที่กำหนดอัตราเงินสงเคราะห์ใหม่เป็นขั้นตอนดังนี้  
 1.ราคายางไม่เกิน กก.ละ 40 บาท เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตรา กก.ละ 90 สตางค์
 2.ราคายางเกิน กก.ละ 40 บาท แต่ไม่เกิน กก.ละ 60 บาท เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตรา กก.ละ 1.40 บาท
 3.ราคายางเกิน กก.ละ 60 บาท แต่ไม่เกิน กก.ละ 80 บาท เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตรา กก.ละ 2.00 บาท
 4.ราคายางเกิน กก.ละ 80 บาท แต่ไม่เกิน กก.ละ 100 บาท เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตรา กก.ละ 3.00 บาท
 5.ราคายางเกิน กก. ละ 100 บาท เก็บเงินสงเคราะห์ในอัตรา กก.ละ 5.00 บาท

"ดลมนัส  กาเจ"