ไลฟ์สไตล์

คันฉ่องและโคมฉาย  - หัวใจเศรษฐี (๑๐) ทัศนคติบาป

คันฉ่องและโคมฉาย - หัวใจเศรษฐี (๑๐) ทัศนคติบาป

29 ธ.ค. 2553

เมื่อห้าปีก่อนมีหนังสือชุด “พ่อรวยสอนลูก” ออกวางขายในเมืองไทยดังระเบิดเถิดเทิงมาก อาตมาเองเคยซื้อไว้เป็นชุดใหญ่ ซื้อเก็บไว้ศึกษาเหมือนกันนะ เพราะอยากจะรู้ว่าคนรวยเขาสอนลูกกันอย่างไร แต่พ่อรวยสอนลูกในหนังสือดังกล่าวนั้น มุ่งสอนให้ลูกรวยทรัพย์ภายนอกเท่านั้

  พ่อรวยสอนลูกในหนังสือที่ฝรั่งเขียนแม้จะมุ่งให้คนแสวงหาความรวย แต่ก็ยังเป็นความรวยที่ยอมรับได้ คือไม่ถึงกับสอนให้ทุจริตคอรัปชั่น แต่พ่อรวยสอนลูกในเมืองไทยในทุกวันนี้น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นหลายเท่านัก ในรอบหลายปีมานี้พ่อรวยคือมหาเศรษฐีจำนวนมากในเมืองไทยของเรา มากไปด้วยความเห็นแก่ตัว ตกเป็นทาสของความโลภอย่างมืดบอด สอนให้ลูกคือประชาชนคนไทยรวยในแบบที่ไม่ถูกต้อง ไม่ยั่งยืน จนคนไทยไม่น้อยพากันหันหลังให้ความวิริยอุตสาหะ

 กล่าวคือ การรู้จักทำงานหนักอย่างสุจริตชน รู้จักเก็บรู้จักออม การทำงานสุจริต ถูกลบล้างออกไปจากค่านิยมของคนไทยโดยพยายามชวนกันให้มองว่าการทำงานสุจริต การเป็นคนดี การรู้จักพอ รู้จักเก็บรู้จักมัธยัสถ์ เป็นเรื่องเชย ล้าสมัย แล้วสอนกันใหม่ว่าอยากรวยต้องมีหนี้ ใครมีหนี้คือคนมีเครดิต สอนกันเลอะเทอะเลยธงแห่งความพอดีออกไปไกลถึงขนาดว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้รวย โดยไม่ต้องสนใจความชอบธรรม หรือทำอย่างไรก็ได้ให้รวย โดยไม่ต้องคำนึงถึงประเด็นทางจริยธรรม ด้วยการสอนกันผิดๆ เช่นนี้ จึงเกิดเป็นค่านิยมวิปริตในสังคมไทยว่า “รวยก็ได้ แต่ขอให้แบ่งกัน”

 เพราะคนไทยถูกกระตุ้นให้รู้สึกว่า “ความรวยคือความสำเร็จ” ก็เลยอยากร่ำรวยกันทั้งประเทศ เมื่อทำมาหากินตามธรรมดาไม่ช่วยให้รวยทันใจ ก็เลยต้องใช้การรวยทางลัดด้วยการทุจริตคอรัปชั่น ผลก็คือ การคอรัปชั่นกลายเป็นวัตรปฏิบัติของคนไทยส่วนใหญ่ที่ทำมาค้าขายหรือแม้แต่ของประชาชนทั่วไปในแทบทุกวงการ การเห็นว่าความรวยคือความสำเร็จ แม้จะเป็นทัศนคติอันตราย แต่ก็ยังไม่อันตรายเท่ากับทัศนคติที่ว่า “รวยก็ได้ แต่ขอให้แบ่งกัน” เพราะด้วยทัศนคติบาปเช่นนี้ ทำให้คนรวยโดยวิธีที่ไม่ชอบธรรมได้รับการยอมรับว่าเป็นยอดคนในสังคม

 ความชั่วนั้นเป็นอันตรายในตัวมันเองอยู่แล้ว แต่ระบบความเชื่อที่สร้างความชอบธรรมหรือผลิตคำอธิบายให้กับการทำความชั่วชนิดนั้นๆ กลับอันตรายยิ่งกว่า เหมือนสัจธรรมที่ว่า “การฆ่าคนเป็นบาป” ก็นับว่าอันตรายมากพออยู่แล้ว แต่ทัศนคติที่เปิดโอกาสให้มีการฆ่าคนโดยไม่บาปอย่างคำกล่าวที่ว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” กลับอันตรายยิ่งกว่า คือฉันทานุมัติให้โกงอย่างเป็นทางการ ที่สังคมไทยช่วยกันประทับรับรองความชอบธรรมให้แก่การทุจริตคอรัปชั่นทุกรูปแบบ ทั้งนี้ จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม แต่มาถึงเวลานี้ทัศนะเช่นนี้ก็ได้กลายเป็นค่านิยมกระแสหลักของประเทศไทยไปแล้ว

     เมืองไทยของเราหายนะ ล้าหลัง วิกฤติรอบด้านก็เพราะบรรดาพ่อรวยหรือมหาเศรษฐี (ที่มีสามัญสำนึกบกพร่อง) ทั้งหลายที่ไม่รู้จักสอนลูกให้รู้จักคุณค่าของเงินอย่างแท้จริง

"ว.วชิรเมธี"