
เกษตรยุคใหม่ - งานวิจัยข้าวไทยกับชาวนา (1)
เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ได้มีการประชุมวิชาการข้าวแห่งชาติครั้งปฐมฤกษ์ ซึ่งจัดโดยหน่วยงานต่างๆ 9 หน่วยงานร่วมกันจัดขึ้น ภายใต้หัวข้อว่า "ขับเคลื่อนงานวิจัยข้าวไทยสู่นวัตกรรม" ในการประชุมครั้งนี้มีการบรรยายพิเศษ และการเสวนาหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นก็คือการเสว
ประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย ดร.อภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผมได้ร่วมเสวนาด้วย ข้อมูลที่น่าสนใจจาก ดร.อภิชาติ ซึ่งอดีตเคยเป็นอธิบดีกรมการข้าวคนแรกของกรมการข้าวยุคใหม่ มีหลายเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจ จึงได้ขอนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ครับ
เริ่มแรกเลยก็เป็นเรื่องของความเป็นมาในอดีตหรือว่าเส้นทางของข้าวไทย ตามด้วยการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการวิจัยและพัฒนาข้าวไทยตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงเหตุแห่งปัญหาว่าทำไมชาวนาจึงยังคงยากจนอยู่ ถึงแม้ราคาข้าวจะสูงขึ้นก็ตาม อย่างแรกที่มีการพูดถึงก็คือความสำคัญของข้าวสำหรับประเทศไทยตั้งแต่อดีต จัดว่าอยู่ในลำดับต้นของประเทศ ดูได้จากการตั้งกระทรวงในอดีตยุคแรกที่มีอยู่ 4 กระทรวงหลักคือ เวียง วัง คลัง นา นั่นก็หมายความว่านาเป็นเรื่องสำคัญระดับกระทรวงเทียบเท่ากับเรื่องอื่น แต่ว่าต่อมามีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง จากกระทรวงลดลงเหลือเป็นกองการข้าวในกรมเกษตร แล้วจึงมาเป็นกรมการข้าวอยู่ได้อีก 19 ปี ก็ถูกลดระดับเปลี่ยนมาเป็นสถาบันวิจัยข้าว อยู่ภายใต้กรมวิชาการเกษตร จนกระทั่งเมื่อปี 2549 มีการยกระดับกลับขึ้นมาเป็นกรมการข้าวใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรอีก
ข้าวไทยเคยมีชื่อเสียงมาตั้งแต่อดีตแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการประกวดระดับโลกในต่างประเทศ ข้าวไทยก็เคยได้รับรางวัลมาหลายครั้งเริ่มตั้งแต่เมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว แต่ที่เด่นมากคือในปี 2475 ซึ่งข้าวพันธุ์ปิ่นแก้วและข้าวพื้นเมืองได้กวาดรางวัลทั้งที่ 1 ถึง 3 และรางวัลอื่นๆ อีก 8 รางวัล รวมเป็น 11 รางวัลจากการประกวดที่ประเทศแคนาดา จนกระทั่งในปัจจุบัน ข้าวไทยก็เป็นข้าวที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอย่างมาก อย่างเช่นข้าวขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งคนไทยเคยชินกับชื่อว่าข้าวหอมมะลิ เป็นต้น
ประเทศคู่แข่งของเราอย่างเช่นฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวใหญ่ในภูมิภาคนี้เช่นกัน ก็มีการตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะแข่งเอาชนะไทยให้ได้ในเรื่องข้าว อย่างเช่นฟิลิปปินส์เคยประกาศไว้เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้วว่าจะเป็นคู่แข่งของไทยให้ได้ในเรื่องข้าว ซี่งความจริงฟิลิปปินส์ก็มีข้อได้เปรียบตรงที่ว่ามีสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติหรือ IRRI ตั้งอยู่ที่นั่น แต่ว่าถึงวันนี้ กลายเป็นว่าฟิลิปปินส์ต้องนำเข้าข้าวจากประเทศต่างๆ เป็นอันดับหนึ่งของโลกแทน โดยต้องนำเข้ากว่าปีละ 2 ล้านตัน ซึ่งในจำนวนนี้บางส่วนนำเข้าจากไทย แต่ว่าส่วนใหญ่นำเข้าจากเวียดนาม เพราะว่าได้ราคาถูกกว่า
ส่วนเวียดนามซึ่งประกาศไว้เมื่อ 4 ปีที่แล้วว่าจะเอาชนะไทยให้ได้ภายใน 3 ปีในเรื่องการส่งออกข้าว คือต้องการขึ้นมายืนอันดับหนึ่งของโลกแทนประเทศไทย ถึงแม้ว่าในวันนี้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ว่าเมื่อดูจากตัวเลขการส่งออกข้าวแล้ว ปรากฏว่ากำลังไล่ไทยมาติดๆ ดังนั้นเวียดนามจึงน่าจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของไทย ซึ่งเราคงต้องมองว่าทำอย่างไรจึงจะรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกอันดับหนึ่งไว้ได้ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม มีข้อน่าคิดคือ เราควรรักษาอันดับการส่งออกข้าวเปลือกหรือข้าวสารไว้อย่างนี้ หรือว่าควรสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มอื่น ๆ ซึ่งส่งออกในปริมาณน้อยกว่า แต่อาจได้มูลค่ามากกว่าเป็นเรื่องที่ต้องคิดกันต่อไปครับ !
รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ



