
เหตุที่ฉันสนใจกล้วยไม้ (14)
ฉันนึกถึงสิ่งซึ่งท่านอาจารย์เริ่ม บูรณฤกษ์ ได้พูดฝากไว้กับฉันตั้งแต่ช่วงที่ฉันเป็นนิสิตชั้นปีที่1 อยู่ในบางเขนว่า คนดีย่อมตกน้ำไม่ไหล จกไฟไม่ไหม้ สิ่งที่ฉันทำนั้นมันสมแล้วกับเหตุผลดังกล่าว
แต่มีจุดสำคัญอยู่จุดหนึ่งที่ฉันนึกไม่ถึงสิ่งนั้นก็คือภรรยาฉันเอง เริ่มแสดงออกว่ากำลังทนไม่ไหวเพราะเหตุว่าตัวฉันสนใจการทำงานมากกว่าครอบครัว ยิ่งมีเหตุสืบเนื่องมาจากหลายเรื่องด้วยกัน
โดยเฉพาะเช้ามืดก็ออกไปทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง กลับมาแล้วก็ใกล้ค่ำ แต่แทนที่จะขึ้นบ้านกลับเลี้ยวเข้าเรือนกล้วยไม้จนกระทั่งมีเสียงร้องตะโกนลงมาจากข้างบนว่า “นี่ เธอเอาหมอนลงไปนอนกับมันเสียดีไหม”
ฉันนึกถึงช่วงนั้นที่มีกล้วยไม้ฟ้ามุ่ยเพียงต้นเดียว แถมเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่ขึ้นไปตรวจงานจากกรุงเทพฯ คือ ม.จ.ลักษณากร เกษมสันต์ ทั้งๆ ที่ราชการเองก็ต่อต้านเรื่องกล้วยไม้ แต่ท่านลักษณณากร ขึ้นไปเชียงใหม่ก่อนจะเข้าไปตรวจงานที่แม่โจ้ยังแวะซื้อกล้วยไม้ฟ้ามุ่ยทั้งเข่งเพื่อเอาไปฝากฉัน
นี่แหละจะเห็นได้ว่าตัวฉันเองเอาชนะใจคนได้อย่างลึกซึ้ง ถ้าใครถามว่าฉันตั้งใจที่จะเอาชนะรึเปล่า คำตอบก็คือ ผมไม่ตั้งใจที่จะเอาชนะใครทั้งนั้น แต่ทำอย่างดีที่สุด หลังจากนั้นแม้มันจะไปเอาชนะใครผมก็ไม่รู้ หากเป็นไปตามธรรมชาตินิสัยของตัวมันเอง
ฉันทำงานอยู่ที่นั่นประมาณ 2 ปีกว่า หลังจากพ่อตาซึ่งเป็นนายตำรวจและมีสำนักงานตำรวจภูธร จังหวัดพิษณุโลก ได้เดินทางขึ้นไปเยี่ยมที่นั่นและไปค้างคืนอยู่ 1 คืน หลังจากเดินทางกลับแล้ว โดยที่ไม่รู้ว่าภรรยาฉันเองเป็นคนไปขอให้พ่อสั่งย้ายเข้ากรุงเทพฯ โดยที่พ่อตาฉันเป็นเพื่อนกับผู้บริหารกรมกสิกรรม ประจวบกันกับทางกรมก็ต้องการตัวฉันเพื่อเข้าไปทำงานวิจัยเรื่องข้าวที่เกษตรกลางบางเขน ในที่สุดฉันจึงถูกคำสั่งสั่งย้ายโดยด่วน
หลังจากกลับมาแล้วจึงรู้ว่าผู้บริหารกรมได้ปรารภให้คนได้ยินว่า “ถามมัน มันก็ไม่มา เพราะฉะนั้น สั่งย้ายมันซะเลย” โดยให้เหตุผลว่า “ต้องการนักวิจัยมือดีมาทำงานค้นคว้าวิจัยเรื่องข้าวที่เกษตรกลางบางเขน ทั้งนี้ เพราะเหตุว่าองค์การสหประชาชาติได้ส่งผู้แทนเข้ามาตกลงกับรัฐบาลไทยเพื่อให้เมืองไทยปลูกข้าวเลี้ยงชาวโลก”
"ระพี สาคริก"



