
"ไหมมัดหมี่" ย้อมสีธรรมชาติ ฝีมือกลุ่มสตรี-ของดีเมืองช้าง
การรังสรรค์ถักทอผ้าไหมมัดหมี่ของชาวอีสาน ถือเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ สืบทอดวิธีการผลิตจากรุ่นสู่รุ่นอย่างมีเอกลักษณ์ ซึ่งถ่ายทอดความงดงามนั้นไม่ซ้ำกันในแต่ละท้องถิ่น เช่นเดียวกับผลงานของ กลุ่มสตรีบ้านสวาย อ.เมือง จ.สุรินทร์ ที่ยึดจุดเด
ภาวิณี บุญอาสา รองประธานกลุ่ม กล่าวถึงที่มาของการผลิตผ้าไหมมัดหมี่ว่าเป็นสิ่งที่สืบทอดจากบรรพบุรุษในหมู่บ้าน โดยตั้งแต่จำความได้ก็เติบโตมาพร้อมกับผ้าเหล่านี้ ซึ่งยุคนั้นจะทอเป็นผืนใหญ่เพื่อการนุ่งห่ม จำหน่ายให้คนทั้งในและนอกหมู่บ้าน โดยจะเป็นลายธรรมดาพื้นๆ สีด้านๆ
"เมื่อจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านขึ้นราวปี 2546 ผ้าไหมมัดหมี่ที่เคยถักทอมาแต่อดีตในรูปแบบเดิมๆ จึงถูกดัดแปลงแปรรูปให้มีหลายขนาด มีความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ มีทั้งทำกระเป๋าใส่ของ กระเป๋าเงิน เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ เป็นการสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มเพิ่มขึ้น" รองประธานกลุ่ม แจง
จุดเด่นผ้าไหมของกลุ่มจะอยู่ที่ลายผ้า คือ ทั้งยกดอกและมัดหมี่ในผืนเดียวกัน นอกจากนี้การย้อมจะใช้สีที่ได้จากธรรมชาติที่หาได้ง่ายจากท้องถิ่น เช่น สีโคลนที่มาจากโคลนหมัก สีชมพูจากลูกเงาะ สีเขียวจากใบหญ้านาง พร้อมกับลวดลายที่ทันสมัยมีให้เลือกซื้อมากขึ้น มีการไล่โทนสีจากสีเข้มไปหาสีอ่อน หรือย้อมสลับสีในโทนที่ตัดกัน แต่ยังคงผลิตผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์ของ จ.สุรินทร์ไว้อยู่ คือผ้าที่มีสีทึมๆ และตัดด้วยลายสีแดง
"ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกเกือบ 30 คน การทำงานนั้นจะแบ่งหน้าที่กันด้วยยึดหลักใครมีความชำนาญด้านใดก็จะทำในส่วนนั้นๆ บางคนถนัดทอผ้าก็จะให้เป็นช่างทอผ้า บางคนถนัดมัดหมี่ก็ให้มัดหมี่ ส่วนตัวเองถนัดการขาย จะดูแลเรื่องการตลาด ติดต่อลูกค้า รวมถึงการออกร้านตามงานต่างๆ โดยสมาชิกแต่ละคนจะมีรายได้ขั้นต่ำที่ 8,000 บาทต่อเดือน"
ทว่าการทำงานก็ต้องมีอุปสรรคอย่างที่ภาวิณีบอกว่า พบอุปสรรคตอนรวมกลุ่มกันใหม่ๆ แม้จะได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหมู่บ้านก็ตาม แต่กลุ่มยังต้องลงทุนเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง โชคดีที่เป็นลูกค้าของธนาคารออมสินสาขาสุรินทร์ พนักงานธนาคารแนะนำโครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาชนบท (สพช.) จึงกู้เงินโครงการนี้ในนามของกลุ่มแม่บ้านสวาย เมื่อปี 2547 จำนวน 5 หมื่นบาท
"สนนราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดของผ้า และความยากง่ายของการผลิต โดยผ้าพันคอจะมีราคาที่ 600 บาท ส่วนราคาแพงสุดจะเป็นผ้าไหมมัดหมี่ที่มีการสั่งทอลายพิเศษ หรือลายหน้านาง เนื่องจากมีการผลิตที่ซับซ้อน ใช้เวลาผลิตนาน ราคาจะอยู่ที่ 1.5 หมื่นบาท" ภาวิณี แจงพร้อมกล่าวด้วยความภูมิใจ โดยเฉพาะปี 2549 เมื่อผลงานผ้าไหมของกลุ่มได้รับรางวัลโอท็อป 5 ดาวของจังหวัด
ด้านการตลาด รองประธานกลุ่มแม่บ้านสวาย กล่าวว่า จะไม่หยุดอยู่แค่นี้ สมาชิกจะช่วยกันคิดค้นลวดลายสไตล์ใหม่ๆ และแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้เพิ่มมากขึ้น โดยยึดหลักการทำงานอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาเป็นสำคัญ พร้อมกันนี้กลุ่มมีการสอนเด็กๆ ในหมู่บ้านได้รู้ขั้นตอนและวิธีการผลิตโดยใช้วันเสาร์-อาทิตย์ เด็กคนไหนที่สามารถทอขายได้ก็จะกลายเป็นรายได้ของเด็กคนนั้นไป
ส่วนผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ผ้าไหม งานศิลป์อนุรักษ์ภูมิปัญญา ติดต่อที่กลุ่มแม่บ้านสวาย 22 หมู่ 6 ต.สวาย อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000 โทร.0-4451-5339
"ธานี กุลแพทย์"



