
ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางอิสลามศึกษาของโลก
ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางอิสลามศึกษาของโลก อ.กนก เผยรัฐหนุนงบจัดส่งอาจารย์ไปศึกษาต่อต่างประเทศ แลกเปลี่ยนนักศึกษา รวมทั้งดันเป็นศูนย์กลางการสอนภาษาอาร์บิกที่ได้มาตรฐานระดับโลก จัดทดสอบภาษาอาหรับเช่นเดียวกับการสอบโทเฟล และเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการนานาชาติ ท
เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.)วิทยาเขตปัตตานี ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมวิชาการ International Conference “Roles of Islamic Studies in Post Globalized Societies” ความมุ่งมั่นมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่จะพัฒนาทางด้านอิสลามศึกษา ระหว่างวันที่ 21-23 ธ.ค.2553 โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิด มีคณาจารย์ นักวิชาการ100 คน จาก 16 ประเทศเข้าร่วมอาทิ กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ คูเวต จอร์แดน โมรอคโค แอฟริกา ซูดาน อิยิปต์ เป็นต้น รวมทั้งผู้นำระดับรัฐมนตรี และผู้นำศาสนาในประเทศอาเซียนเข้าร่วม
ศ.ดร.กนก วงศ์ตระหง่า ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรศ.ดร.บุญสม ศิริบำรุง อธิการบดีม.อ. และ ดร.ยูโซะ ตาเละ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษา ม.อ. แถลงข่าว โดยศ.ดร.กนก กล่าวตอนหนึ่งว่า การสัมมนาครั้งนี้ โจทย์ที่สำคัญมากของโลกมุสลิม คือ จะทำอย่างไรกับการเรียนการสอนเรื่องอิสลามศึกษาให้สอดคล้องและเป็นประโยชน์กับสังคมในยุคหลังโลกาภิวัฒน์ ซึ่งเป็นหัวข้อในการสัมมนา เนื่องจากประเด็นปัญหาที่พบมาตลอด คือ ในหลายประเทศคนที่จบอิสลามศึกษาไม่มีงานทำ
เนื้อหาสาระของอิสลามศึกษาใช้ประโยชน์ได้จำกัด และขาดแคลนวิชาชีพต่างๆ ทั้งที่ในประวัติศาสตร์อิสลามศึกษา เริ่มต้นจากอิสลามศึกษาวิชาชีพ และครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเรื่องศาสนา สังคม วัฒนธรรม วิชาช่าง วิชาชีพ วิชาทางการแพทย์ สิ่งแวดล้อม และชุมชน เป็นต้น แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของโลก 500-600 ปีที่ผ่านมา ทำให้วิชาชีพถูกแยกออกจากวิชาอิสลามศึกษา ทำให้มิติวิชาชีพทางอิสลามศึกษาลดลง เน้นเฉพาะการสอนศาสนา และวัฒนธรรม การประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่นักวิชาการทั่วโลก และเป็นการประชุมนานาชาติอิสลามศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีมอ.เป็นเจ้าภาพได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
“ปัตตานีจึงเหมาะเป็นศูนย์กลางเพื่อตอบโจทย์อิสลามศึกษาในยุคหลังโลกาภิวัฒน์ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นการตอบโจทย์ทั้งโลก โดยหากใครพูดถึงอิสลามศึกษา ต้องนึกถึงปัตตานี และนายกฯ พร้อมให้การสนับสนุนการจัดการสัมมนาครั้งนี้อย่างมาก เพราะถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ในการปรับปรุงหลักสูตร และส่งเสริมการเรียนการสอน โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณในการจัดส่งอาจารย์ไปศึกษาต่อต่างประเทศ แลกเปลี่ยนนักศึกษา รวมทั้งในอนาคต วิทยาลัยอิสลามศึกษา ปัตตานี จะเป็นศูนย์กลางการสอนภาษาอาร์บิกที่ได้มาตรฐานระดับโลก เป็นศูนย์กลางเรื่องภาษา วิจัย ส่งเสริมให้มีการสอนภาษาอาหรับ และจัดทดสอบภาษาอาหรับเช่นเดียวกับการสอบโทเฟล เพื่อให้นักศึกษาที่สอบผ่านไม่ต้องเรียนไปภาษาอาหรับใหม่ในการสอบต่างประเทศ และ และมีบทบาทเชิงวิชาการให้กับการศึกษาในชายแดนภาคใต้ อย่างไรก็ตาม การจดัประชุมลักษณะดังกล่าว คาดว่าจะจัด ทุกๆ 2 ปี” ศ.ดร.กนก กล่าว
ด้าน รศ.ดร.บุญสม กล่าวว่า ม.อ.วิทยาเขตปัตตานี มีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางอิสลามศึกษาของโลก ตั้งแต่ปี 2545 โดยทางมหาวิทยาลัยได้เตรียมความพร้อมสู่ความเป็นเลิศร่วมกับวิทยาลัยอิสลามศึกษา เช่น สนับสนุนเพิ่มจำนวนอาจารย์จากเดิมมีอาจารย์ 14 ท่าน ปัจจุบันมีอาจารย์ไทย และต่างชาติเกือบ 40 คน เพิ่มครุภัณฑ์อุปกรณ์การสอน เพิ่มงบประมาณ เป็นต้น ทั้งนี้ ในอนาคตอันใกล้ วิทยาลัยอิสลามศึกษาจะมีสถาบันพัฒนาครูสอนวิชาอิสลามศึกษาเพื่อพัฒนาครูสอนศาสนาอิสลามให้มีคุณภาพสูงขึ้น จะมีศูนย์ภาษาอาราบิค และได้วางแนวทางพัฒนาศาสตร์ทางด้านอิสลามศึกษา สร้างนักศึกษาให้เป็นเยาวชนของโลกที่มีความสามารถสูง(Competitive global citizens)
โดยนักศึกษาในพื้นที่จะมีความสามารถด้านภาษาอาราบิค ภาษามาลายู ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ทำให้นักศึกษา มีความสามารถที่จะอยู่ในสังคมโลกาภิวัตน์ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน และสามารถไปประกอบอาชีพในสังคมตะวันออกลาง สังคมอาเซียน และสังคมอื่นๆทุกพื้นที่บนโลกใบนได้ นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยยังมีโครงการจะนำวิชาอิสลามศึกษาไปสู่การเรียนการสอนในหลักสูตรอื่นๆ เช่น วิศวกรรมศาสตร์เมื่อเรียนรู้อิสลามศึกษา ก็สามารถไปเป็นวิศวกรในอินโดนีเซีย หรือตะวันออกกลางได้อย่างไม่มี culture shock เช่นเดียวกับพยาบาลศาสตร์ก็สามารถที่จะไปทำงานในที่แห่งใดก็ได้ถ้าเขารู้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาอาราบิค และรู้วัฒนธรรมมุสลิม



