
สืบสานปณิธาน"พ่อ"
หลังจากคณะกรรมการอำนวยการโครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เลือกให้พื้นที่ ต.ตาลชุม อ.ท่าวังผา ต.ยอด อ.สองแคว และ ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน เป็นพื้นที่นำร่องโครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่
ล่าสุดคณะกรรมการอำนวยการโครงการปิดทองหลังพระ นำโดย ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ประธานกรรมการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ พร้อมด้วย "คุณชายดิศ" ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการ นำคณะลงพื้นที่เยี่ยมชมความก้าวหน้า และรับฟังการบรรยายสรุปของการดำเนินงานโครงการ จากอาสาสมัครปิดทองหลังพระ รวมถึงชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการ
โดยเริ่มจาก ต.ตาลชุม อ.ท่าวังผา ซึ่งประกอบด้วย 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านน้ำป้าก บ้านห้วยธนู และบ้านห้วยม่วง ณัฏฐณิชา มังคละ อาสาสมัครโครงการ เผยว่า ชาวบ้านที่นี่ต้องการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นอันดับแรก หลังจากโครงการเข้ามาในพื้นที่ มีการสร้างฝาย 11 ตัว เริ่มมีการพัฒนาชลประทานในพื้นที่ โดยมีเจ้าหน้าที่จากดอยตุงเข้ามาให้ความรู้ โดยใช้แรงงานชาวบ้าน ซึ่งหลังจากการปรับปรุงพื้นที่ทำกิน สามารถปลูกข้าวได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 37 ไร่ เป็น 382 ไร่ และมีการสร้างฝายเพิ่มอีกรวม 3 หมู่บ้าน จำนวน 396 ฝายช่วยเก็บและชะลอน้ำ เพื่อพลิกฟื้นดินจากอดีตที่ไม่สามารถปลูกพืชหลังการทำนาได้ เนื่องจากน้ำไม่เพียงพอ แต่ปัจจุบันสามารถปลูกพืชหลังนาได้ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวโพด กระเทียม ผักกาดขาว และผักกาดขาวปลี ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการปลูกกว่า 4 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการขุดบ่อพวง 72 บ่อ โดยได้รับการสนับสนุนพันธุ์ปลา และหมูพันธุ์เหมยซาน ครอบครัวละ 1 ตัว แจกแก่ชาวบ้านที่สนใจเพิ่มรายได้ และมีการจัดตั้งกองทุนที่เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้าน อาทิ กองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าว กองทุนเมล็ดข้าวโพด กองทุนเครื่องบดข้าวโพด หมู่บ้านละ 1 เครื่อง กองทุนพืชผักสวนครัว การส่งเสริมการปลูกพืชระยะยาว อาทิ กล้วยเหลืองนวล หวายขาว ไผ่ตง กฤษณา เป็นต้น
ขณะที่ อ.สองแคว ซึ่งประกอบด้วย 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านยอด บ้านผาหลัก และบ้านน้ำเกาะ ปัฐนพร พิชัย เจ้าหน้าที่โครงการ เผยถึงความก้าวหน้าของโครงการในช่วงปีที่ผ่านมาว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นที่พัฒนาจนชาวบ้านสามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง อันดับแรกคือการพัฒนาแหล่งน้ำ มีการซ่อมแซมฝาย 2 ตัวที่มีอยู่เดิม ทำขึ้นใหม่อีก 12 ตัว ทำพนังกั้นน้ำ 1 แห่งและพัฒนาคลองส่งน้ำ โดยมีเจ้าหน้าที่โครงการคอยให้คำปรึกษา ทำให้ปัจจุบันชาวบ้านมีน้ำใช้ 229 ไร่ มีผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจากเดิม 400 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 1,200 กิโลกรัมต่อไร่ มีการขุดนาขั้นบันได ส่งเสริมการใช้พื้นที่ทำกินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งเสริมการปลูกข้าวและพืชหลังนา ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถปลดหนี้สินที่มีอยู่ มีเงินฝาก นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมอาชีพ การนำเมล็ดพันธุ์พืชมาบดเป็นอาหารสัตว์ การเลี้ยงหมูพันธุ์เหมยซาน กองทุนเครื่องบดข้าวโพด และการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจที่สามารถใช้เป็นอาหารและช่วยเพิ่มรายได้
ปิดท้ายที่ ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งประกอบด้วย 15 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านป้อมเงา บ้านด่าน บ้านนาคุ บ้านสะจุก บ้านห้วยปูด บ้านน้ำช้างพัฒนา บ้านบวกหญ้า บ้านห้วยเต๋ย บ้านเปียงก่อ บ้านเปียงซ้อ บ้านห้วยฟอง บ้านสะเกี้ยง บ้านกิ๋วจันทร์ บ้านน้ำรีพัฒนา และบ้านอุ้มบวก ถนอม ใจการ เจ้าหน้าที่โครงการเผยว่า ประเด็นปัญหาของชาวบ้านที่นี่คือความยากจน ชาวบ้านมีหนี้สิน หลังจากโครงการเข้ามาในพื้นที่ และสร้างการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน ให้คิดเอง ทำเอง และเป็นเจ้าของเอง โดยมีงบประมาณให้ก่อน แล้วให้ชาวบ้านผ่อนใช้หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต
"หัวใจของการแก้ปัญหาคือการสร้างฝายและระบบกักเก็บน้ำ ที่ผ่านมามีการแบ่งพื้นที่การดำเนินงานเป็น 3 โซน โซนที่ 1 คือ 6 หมู่บ้านบน สร้างฝาย 32 ตัว พื้นที่รับน้ำ 490 ไร่ ผลผลิตที่ได้ 320 กิโลกรัมต่อไร่ โซนที่ 2 คือ 4 บ้านกลาง สร้างฝาย 16 ตัว คลอบคลุมพื้นที่นา 350 ไร่ ผลผลิตสูง 627 กิโลกรัมต่อไร่ โซนที่ 3 บ้านน้ำรีน้ำช้าง หรือ ภูพยัคฆ์ สร้างฝาย 37 ตัว นอกจากนี้ยังมีการทำนาขั้นบันได ผลผลิตจากเดิมที่เคยได้ 17 ถัง เพิ่มเป็น 50 ถังต่อไร่ ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ อาทิ หวาย ตาว มะแขว่น ไผ่ เป็นต้น ทั้งยังมีการส่งเสริมการสร้างอาชีพเพิ่มรายได้ด้วยการตั้งกองทุนต่างๆ อาทิ สุกร กองทุนปลา กองทุนอาหารสัตว์ กองทุนเตาเผาเศรษฐกิจ เป็นต้น ทำให้ชาวบ้านมีอาชีพและมีรายได้" เจ้าหน้าที่โครงการ เผย



