
สร้างแอพทำเงินเข้าประเทศกันเถอะ
นี่คือเสียงเชิญชวนจาก ดร.บุญนิตย์ มัธยมจันทร์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้นักพัฒนาโปรแกรม หรือโปรแกรมเมอร์หันมาพัฒนาแอพพลิเคชั่น หรือที่เรียกกันติดปากว่า "แอพ" สำหรับไอโฟนและไอแพด อุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ที่กำลั
แม้ตัวเลขจำนวนผู้ใช้ไอโฟนในประเทศไทยจะยังระบุไม่ได้แน่ชัด แต่คนที่อยู่ในวงการไอทียอมรับว่ามีผู้ใช้ไอโฟนราว 3-5 แสนเครื่อง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากการเปิดจำหน่ายไอแพดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
ในทัศนะของ ดร.บุญนิตย์ เขามองเห็นโอกาสทองของการพัฒนาแอพบนมือถือสำหรับไอโฟนและไอแพด ซึ่งสามารถทำรายได้เข้าประเทศไม่ต่างจากการส่งออกสินค้าอื่น
"แค่ 2 ปี แอพสโตร์มีแอพพลิเคชั่นมากกว่า 3 แสนแอพ และแต่ละวันมีแอพเพิ่มใหม่เป็นหลักร้อย และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ผมมองว่าเป็นการสร้างตลาดใหม่ที่ดึงนักพัฒนาซอฟต์แวร์ให้กล้าที่จะก้าวเข้ามาในธุรกิจนี้อย่างจริงจัง" ดร.บุญนิตย์คาดการณ์
นักพัฒนาโปรแกรมไทยสนใจพัฒนาแอพพลิเคชั่นมาระยะหนึ่ง แต่หลังจากแอปเปิลเปิดตัว App Store ยิ่งทำให้ตลาดขยายตัวชัดเจนยิ่งขึ้น
ดร.บุญนิตย์ นอกจากเป็นอาจารย์แล้วยังเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ และเป็นวิทยากรฝึกอบรมให้แก่นักพัฒนาซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ที่สนใจ มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้เกิดกลุ่มนักพัฒนาสร้างเนื้อหาไทยให้ขายไปได้ทั่วโลก
"บางโปรแกรมที่ขายดีจริงแล้วอาจเป็นวอลล์เปเปอร์ลายไทย ที่คนไทยอาจเฉยๆ แต่ฝรั่งอยากได้ เนื้อหาแบบไทยๆ เป็นสิ่งที่ขายได้ ไม่ใช่ทำกันเองขายกันเองในประเทศ" ดร.บุญนิตย์แสดงความคิดเห็น
นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่า แอพบนมือถือกำลังเข้ามาแทนที่เว็บไซต์ เนื่องจากผู้ใช้เรียกใช้งานแอพจากมือถือโดยตรง หลายองค์กรธุรกิจเริ่มมองหาแอพของตัวเอง จนปั่นราคาค่าพัฒนาแอพพลิเคชั่นขึ้นไปถึงหลักแสน และหลักล้านสำหรับแอพพลิเคชั่นที่มีความซับซ้อน
อย่างไรก็ตาม ดร.บุญนิตย์ "ไม่" คิดว่าแอพพลิเคชั่นจะมาแทนที่เว็บไซต์ทั้งหมด เนื่องจากคุณสมบัติบางอย่าง แอพพลิเคชั่นมีศักยภาพเหนือกว่าเว็บ แต่บางอย่างเว็บไซต์ทำงานได้ดีกว่า
"รูปแบบของซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องพีซีต่างกับบนมือถือตรงวิธีคิด บางคนมองว่าการเขียนซอฟต์แวร์บนมือถือคือการย่อส่วนโปรแกรมให้เล็กลง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ แม้ภาษาที่เขียนอาจคล้ายกันแต่วิธีคิดและมุมมองเรื่องการใช้ประโยชน์มากกว่า"
ดร.บุญนิตย์ บอกว่า แอพพลิเคชั่นเล็กอาจใช้เวลาทำสั้นๆ ไม่ถึงอาทิตย์ แต่ถ้าแอพพลิเคชั่นมีความซับซ้อน มีคุณสมบัติใช้งานหลายอย่างจำเป็นต้องใช้เวลาตามระดับความซับซ้อนที่มากขึ้น ซึ่งการกำหนดราคาเป็นไปตามความยากง่ายและระยะเวลาเป็นหลัก แต่เนื่องจากแอพกำลังเป็นที่ต้องการทำให้ราคาค่าพัฒนาในช่วงเริ่มต้นอาจจะสูงกว่าความเป็นจริง แต่ต่อเมื่อเวลาผ่านไป เขาเชื่อว่าราคาที่แท้จริงไม่แพงมากเหมือนในปัจจุบัน
"ทุกวันนี้นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นต้องลงทะเบียนและจ่ายเงินให้แก่แอปเปิลปีละ 3,000 บาทสำหรับการเขียนโปรแกรมขึ้นจำหน่ายบนแอพ สโตร์ (App Store) แต่โอกาสทำเงินจากการขายแอพบนแอพ สโตร์ มีสูงมากเพราะขายไปทั่วโลก สิ่งที่นักพัฒนาโปรแกรมต้องเรียนรู้เพิ่มคือ ภาษา Objective-C แต่ก็มีหลายส่วนคล้ายคลึงกับภาษาซี ที่นักโปรแกรมเมอร์คุ้นเคยกันอยู่แล้ว ดังนั้นการที่นักเขียนโปรแกรมจะก้าวขึ้นเข้ามาพัฒนาแอพจึงไม่ใช่อะไรที่ยากจนเกินไป" ดร.บุญนิตย์กล่าวชักชวน
ในส่วนของคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ปรับปรุงหลักสูตรเพื่อเปิดสอน การเรียนการสอนในด้านไอโฟนในส่วนของโมบายดีเวอร์ลอปเม้นท์ เพิ่มเติมจากภาษาจาวา ซิมเบียน ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าตลาดไม่เกิด ทำแล้วขายไม่ได้ โดยเปิดสอนหลักสูตรไอโฟนมาแล้ว 2 ปี ผลิตนักพัฒนาแอพหน้าใหม่ราว 20-30 คน
"ในความเป็นจริงแล้วเรายังต้องการกำลังคนอีกเยอะ เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนเร็วมาก ซึ่งผมมองว่าโมบายมีข้อจำกัดหลายอย่าง ขณะเดียวกันก็มีประโยชน์ ข้อได้เปรียบซึ่งเดสท็อปไม่มี ซึ่งนักพัฒนาจะต้องมองถึงข้อจำกัดและข้อได้เปรียบเป็นสำคัญ ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่นานราคาขายเครื่องไอโฟนจะถูกลงขณะที่ความต้องการใช้งานเพิ่มมากขึ้น" ดร.บุญนิตย์ กล่าวทิ้งท้าย
จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา



