
ท่องสวนผลไม้อินทรีย์ที่บ้านทุ่งหงษ์ทางรอดที่เลือกได้"สมชาย แสงสว่าง"
ชาวบ้านทุ่งหงษ์ ต.ทุ่งคา อ.เมือง จ.ชุมพร กว่า 80% ยึดอาชีพทำสวนผลไม้ที่ใช้ระบบเกษตรอินทรีย์ 100% มาหลายสิบปี และยังเป็นหมู่บ้านนำร่องผลไม้ปลอดสารเคมีของจังหวัดชุมพรอีกด้วย
บ้านทุ่งหงษ์อยู่ห่างจากตัวเมืองชุมพรประมาณ 22 กม. ตามทางหลวงหมายเลข 4 (ถ.เพชรเกษม) จากนั้นเข้าสู่หมู่ 8 บ้านทุ่งหงษ์ โดยเลี้ยวเข้าทางสถานีวิจัยและทดสอบพันธุ์สัตว์น้ำ จ.ชุมพร อีกประมาณ 3.5 กม.ก็จะถึงสวนผลไม้เกษตรอินทรีย์ของคุณสมชาย แสงสว่าง อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเกษตรอินทรีย์บ้านทุ่งหงษ์ ซึ่งเป็นแม่ข่ายใหญ่ในการให้ความรู้แก่ชาวบ้านในเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร
การมาครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากคุณสมชาย หมอดินอาสาของกรมพัฒนาที่ดิน หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในนามอาจารย์หลำ เจ้าของสวนผลไม้ปลอดสารเคมี ก่อนจะพาเยี่ยมชมกิจกรรมของกลุ่มตามจุดต่างๆ อาทิ การทำปุ๋ยจุลินทรีย์ชีวภาพ การทำส้มควันไม้ การขุดบ่อเลี้ยงปลาในสวน
สวนแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 35 ไร่ มีลักษณะเป็นสวนผลไม้แบบผสมผสาน มีการปลูกผลไม้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ส้มโชกุน ฯลฯ นอกจากนี้ยังแซมด้วยพืชสมุนไพรพื้นบ้านชนิดต่างๆ โดยเจ้าของสวนให้เหตุผลว่าเพื่อจะมีรายได้จากการขายผลผลิตตลอดทั้งปี
สมชายเล่าว่า พื้นที่ 35 ไร่ในอดีตทำสวนยางพาราและมะพร้าวเพื่อหวังเป็นรายได้หลัก แต่เมื่อต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ผลผลิตที่ขายได้เมื่อหักต้นทุนแล้วเหลือเพียงแค่ใช้หนี้สิน หากนำเงินไปใช้หนี้ก็ไม่มีทุนทำการเกษตรในปีต่อไป ถ้าทำอยู่อย่างนี้ต่อไปคงไม่รอด มีแต่หนี้สินจะสมทบขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น จึงหันกลับมาคิดว่าทุกวันนี้เรื่องกินเป็นเรื่องสำคัญต้องซื้อกินทุกอย่าง เราต้องจัดการเรื่องกินก่อน ต้องลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน แล้วมาจัดการเรื่องลดต้นทุนการผลิตถึงจะอยู่รอดได้
การทำเกษตรแบบผสมผสานและการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ จึงเป็นสิ่งที่เขาคิดได้และนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติเรื่อยมา เพื่อสนองความต้องการบริโภคในครัวเรือนเป็นอันดับแรกเหลือจากนั้นจึงนำไปขาย โดยเริ่มลดและเลิกการใช้สารเคมีอย่างเด็ดขาด ผลที่ตามมาคือลดค่าใช้จ่าย มีอาหารปลอดภัยรับประทานอย่างไม่ขาด และได้ระบบนิเวศทางธรรมชาติกลับคืนมา ปัจจุบันเขาทำเกษตรอินทรีย์มากว่า 10 ปีแล้ว จนเรียกได้ว่าสวนจัดการตัวมันเองได้ การทำสวนแบบผสมผสานเลิกใช้สารเคมีทำให้ระบบนิเวศคืนกลับมา ต้นไม้ในสวนพึ่งพาอาศัยกันเจริญเติบโตได้ แต่เราอย่าคิดเพียงแค่เรื่องปรับปรุงบำรุงดินแล้วจบเพียงเท่านั้น ทั้งดิน น้ำ และป่าไม้ต้องควบคู่กันไปตลอด
ภายในสวนผสมผสานแห่งนี้มีการปลูกไม้ผล ไม้เศรษฐกิจ พืชผัก เลี้ยวสัตว์ และผลิตปุ๋ยชีวภาพไว้ใช้เอง ผลผลิตมีไว้บริโภคและจำหน่ายได้ตลอดปี ส่วนการบำรุงดูแลรักษาต้นไม้ในสวนใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ ซึ่งผลิตเองโดยใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ทลายปาล์ม เปลือกหมาก เปลือกกาแฟ สามารถนำมาใช้แทนแกลบเพื่อผลิตเป็นปุ๋ยหมักได้ ผลิตสารขับไล่แมลงโดยใช้ฝักคูนหมักกับสารเร่งพด.7 กิ่งไม้ผล ไม้ยืนต้นนำมาเผาถ่าน และผลิตน้ำส้มควันไม้ น้ำหมักชีวภาพใช้เศษปลา ผัก ผลไม้ หมักกับสารเร่งซูเปอร์พด.2 และมีการเลี้ยงหมูหลุม ซึ่งภายใน 3 เดือนสามารถขายหมู และได้ปุ๋ยหมัก 380 กระสอบต่อเล้า
"เมื่อก่อนก็ใช้ปุ๋ยเคมี ยาฉีดหญ้า ยาฆ่าแมลง เหมือนกับคนอื่นๆ นั่นแหละ คือมียาอะไรดีซื้อมาทดลองหมด แต่ต่อมาของทุกอย่างขึ้นราคา เก็บผลผลิตแต่ละครั้งขายได้กำไรน้อยลง เพราะต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากราคาปุ๋ย ราคายา ก็เลยมาปรึกษากับพ่อแม่ ท่านก็ให้ข้อคิดว่าทำไมเราไม่เอาอย่างบรรพบุรุษของเรา ปู่ย่าตายายของเรา ทำสวนผลไม้ไม่เคยใช้สารเคมี เขาก็อยู่กันได้แล้วก็มีอายุยืนยาวด้วย"
สมชาย ย้อนอดีตให้ฟัง ก่อนหันมาใช้ระบบเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังเมื่อ 10 กว่าปีมานี้ โดยเขายอมรับว่าช่วงแรกผลผลิตไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากการปรับตัวของดินที่ใช้สารเคมีมานาน แต่หลังจากนั้นผลผลิตก็ค่อยๆ ดีขึ้น เหตุเพราะดินค่อยๆ ปรับสภาพ ทำให้ธาตุอาหารในดินและความอุดมสมบูรณ์ของดินมีเพิ่มขึ้น
จากการเปลี่ยนแปลงกรรมวิธีการปลูกจากระบบเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ ทำให้วันนี้ผลไม้ทุกชนิดในสวนของเขาให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ที่สำคัญเจ้าของสวนอย่างเขาก็ไม่มีปัญหาในเรื่องสุขภาพร่างกายเหมือนดังแต่ก่อน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้สารเคมีในการบำรุงรักษาสวนผลไม้
"ผมยอมรับว่าช่วงแรกเหนื่อยมาก เพราะต้องเสียเวลามาทำปุ๋ยใช้เอง ต้องมาตัดแต่งกิ่งเอง ทำทุกอย่างเองหมด ต่างจากเมื่อก่อนถึงเวลาก็ใส่ปุ๋ยเคมี หญ้ารกก็ใช้ยาฉีดหญ้า พ่นยาฆ่าแมลง ใส่ปุ๋ยเร่งดอกเร่งใบ ถึงเวลาก็เก็บผลผลิต ไม่ต้องไปวุ่นวายอะไรมาก"
สมชายยอมรับว่าถึงแม้จะเสียเวลาจากการหันมาใช้ระบบเกษตรอินทรีย์ แต่ก็คือว่าคุ้ม เพราะผลผลิตที่ได้สามารถขายได้ราคากว่าแต่ก่อน มีเท่าไหร่ตลาดรับซื้อหมดในราคาที่สูงอีกด้วย ซึ่งขณะนี้ชาวบ้านทุ่งหงษ์ที่ส่วนใหญ่ยึดอาชีพทำสวนผลไม้ได้หันมาใช้ระบบเกษตรอินทรีย์เกือบจะทั้งหมดแล้ว โดยใช้สวนของตนเองเป็นแม่แบบในการเรียนรู้ในเรื่องเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร ภายใต้ชื่อโรงเรียนเกษตรอินทรีย์บ้านทุ่งหงษ์
วันนี้บ้านทุ่งหงษ์ หมู่ 8 ต.ทุ่งคา อ.เมือง จ.ชุมชร นอกจากเป็นหมู่บ้านนำร่องการทำสวนผลไม้ปลอดสารเคมีของจังหวัดแล้วยังเป็นหมู่บ้านต้นแบบในเรื่องเกษตรอินทรีย์ สนใจเที่ยวชมสวนและเรียนรู้เกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร สอบถามรายละเอียดได้ที่คุณสมชาย แสงสว่าง หรืออาจารย์หลำ โทร.08-7270-0081 ได้ตลอดเวลา
สุรัตน์ อัตตะ



