
อาชีวะปั๊มนศ.3.7แสนใน3ปีป้อนตลาด
นริศราเผยอาชีวะเร่งปั๊มนศ. 3.7 แสนภายใน 3 ปีป้อนตลาดแรงงาน เสนอรัฐเพิ่มสัดส่วนเด็กเรียนอาชีวศึกษา 40% ประกาศเป็นวาระแห่งชาติแบ่งสัดส่วนสายสามัญ-อาชีวะให้ชัดเจน พร้อมเร่งแก้ปัญหาขาดแคลนครูอาชีวะเกือบ 2 หมื่นอัตรา ด้านอาจารย์ครุศาสตร์ จุฬาฯแนะสอศ.เลิกทะเ
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2553 ที่บริษัทเวลลอย คอร์ปอเรชั่น จำกัด น.ส.นริศรา ชวาลตันติพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.)กล่าวในการเป็นประธานพิธีเปิดการเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง”บทบาทของภาคเอกชน/รัฐกับการปฏิรูปเด็กพันธุ์อา” ว่า ปัจจุบันมีเด็กเรียนสายสามัญ 60% และเรียนอาชีวศึกษา 40% ซึ่งนโยบายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองของศธ.ต้องการเพิ่มสัดส่วนเด็กเรียนอาชีวศึกษาเพิ่มเป็น 60% และเด็กเรียนสายสามัญลดเหลือ 40%
ดังนั้น การรับนักศึกษา ในปีการศึกษา 2554 ซึ่งสอศ.เปิดรับนักศึกษาปวช. 2รอบนั้นในรอบแรกสอศ.จะดึงเด็กเก่งเข้ามาเรียน และจะเสนอขอเพิ่มงบอุดหนุนเรียนฟรีให้แก่เด็กที่เรียนอาชีวศึกษาด้วย เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายมากแต่ได้เงินอุดหนุนรวมแล้วคนละ 8,000 บาทต่อปีซึ่งไม่เพียงพอ ทั้งนี้ สอศ.มีแผนผลิตกำลังคนในช่วง 3 ปีข้างหน้าจะผลิตนักศึกษาให้ได้กว่า 3.7 แสนคนเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ เนื่องจากได้รับข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยว่าขาดแคลนแรงงานกว่า 2.7 แสนคน และธุรกิจโรงแรมขาดแคลนแรงงานประมาณ 1 แสนคน
รมช.ศธ.กล่าวอีกว่า ส่วนการปฏิรูปอาชีวศึกษานั้นเมื่อเร็วๆนี้คณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง(กนป.)ได้เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์พัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยในส่วนของอาชีวศึกษามุ่งเน้นใน 6 ด้านได้แก่ 1.การปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและสังคม 2.สร้างค่านิยมและดึงคนเก่งมาเรียนอาชีวศึกษา สร้างทักษะวิชาชีพควบคู่กับสำนึกพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขและการพัฒนาค่านิยมต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ การพัฒนาทัศนคติและค่านิยมในการทำงานทั้งการเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กของตนเองและการเป็นลูกจ้างในสถานประกอบการ
4.การจัดระบบการศึกษาทวิภาคีอย่างจริงจังและขยายผลในเชิงปริมาณให้มากขึ้นเพื่อให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์วิชาชีพในสถานประกอบการ 5.เร่งรัดการจัดทำคุณวุฒิวิชาชีพและกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติและ6.เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนครูอาชีวศึกษาและบุคลากรวิชาชีพ นอกจากนี้ สอศ.จะสนับสนุนให้อาชีวศึกษาเอกชนจัดการศึกษาสาขาธุรกิจและการบริการมากขึ้นเพราะมีความเชี่ยวชาญมากกว่าอาชีวศึกษารัฐ ส่วนอาชีวศึกษารัฐจะหันมาเน้นจัดการศึกษาสายอุตสาหกรรมมากขึ้น และจะขยายการจัดการศึกษาระบบทวิภาคีมากขึ้นด้วย
”ปัญหาใหญ่ของการจัดการอาชีวศึกษาคือ การขาดแคลนครูอาชีวศึกษา เนื่องจากครูอาชีวศึกษาเกษียณไปมาก และมีการจ้างครูอัตราจ้างเป็นจำนวนมาก แต่ครูกลุ่มนี้อยู่ไม่นานก็ลาออกไปเพราะไม่มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ บางคนอยู่มานานแต่ไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการครู ดังนั้น สอศ.จะจัดทำแผนร่างแผนยุทธศาสตร์พัฒนาครูอาชีวศึกษาเช่น การขออัตราครูอาชีวศึกษาเพิ่ม การเลื่อนวิทยฐานะของครูอาชีวศึกษา ซึ่จะเป็นแผนส่วนหนึ่งที่จะบรรจุอยู่ในร่างแผนปฏิรูปอาชีวศึกษาที่สอศ.จะเสนอต่อคณะกรรมการกนป.ในเดือนมกราคม 2554 ส่วนการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพนั้นจะนำร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งในเดือนมกราคมปีหน้าเช่นกัน “ น.ส.นริศรา กล่าว
นายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษารอบที่สอง ภาคเอกชน กล่าวว่า อาชีวศึกษาเป็นเรื่องหลักเรื่องหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษาคราวนี้ เพราะพูดกันมากเหลือเกินในเรื่องคุณภาพของการศึกษาที่ตกต่ำทั้งการศึกษาสายสามัญและอาชีวศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีเด็กเรียนสายสามัญประมาณ 8.3 ล้านคน แต่มีเด็กเรียนอาชีวศึกษาประมาณ 10 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งจุดนี้บอกได้ว่ากำลังแรงงานในอนาคตไม่พอป้อนความต้องการของตลาดแรงงาน จึงต้องมาดูถึงปัญหาและร่วมกันหาทางแก้ไข ทั้งนี้ โดยส่วนตัวเห็นว่าการพัฒนาเด็กอาชีวศึกษาจะต้องให้มีคุณสมบัติ 4 ด้านได้แก่ ความซื่อสัตย์ อดทน รับผิดชอบและตรงต่อเวลา
นายวณิชย์ อ่วมศรี ผอ.สำนักติดตามประเมินผล สอศ.กล่าวว่า การจะเพิ่มสัดส่วนเด็กเรียนอาชีวศึกษาเป็น 60% และเด็กเรียนสายสามัญลดเหลือ 40% ภายในปี 2561 จะต้องกำหนดเป็นวาระแห่งชาติโดยกำหนดสัดส่วนให้ชัดเจนระหว่างเด็กเรียนสายสามัญกับอาชีวศึกษาเพราะเป้าหมายดังกล่าวนั้นไกลเกินไปโดยช่วงปี 2546-2551 สัดส่วนเด็กเรียนสายสามัญต่อเด็กเรียนอาชีวศึกษาอยู่ที่ 70% ต่อ 30% โดยขณะนั้นตั้งเป้าหมายขยับเพิ่มเป็นสัดส่วน50%ต่อ50% แต่ก็ขยับเพิ่มได้แค่ 40% เฉลี่ยเพิ่มปีละ 2% และปัจจุบันโรงเรียนมัธยมยังให้เด็กจบม.3 เรียนต่อม.4เพราะงบเงินอุดหนุนรายหัวขึ้นอยู่กับจำนวนเด็ก และปัจจุบันอาชีวศึกษายังเปิดสอนปริญญาตรีไม่ได้ ทำให้เด็กเรียนปวส.ลดลงมาก เนื่องจากเด็กจบปวช.หันไปเรียนปริญญาตรี 4 ปีมากขึ้น
”ปัญหาใหญ่อีกเรื่องที่ทำให้ขยับสัดส่วนเด็กอาชีวศึกษาเป็น40%ได้ยากคือ อาชีวะขาดแคลนครูเกือบ 20,000 อัตราและในช่วง 7-8 ปีข้างหน้ามีครูอาชีวศึกษาเกษียณ 8,000 –10,000 คน และครูเก่งๆไหลไปที่อื่นหมด อาชีวศึกษาจึงได้แต่เด็กจบใหม่มาเป็นครูอัตราจ้าง แต่เมื่อมีประสบการณ์ก็ออกไปอยู่ที่อื่น ที่สำคัญต้องสร้างภาพลักษณ์ให้แก่อาชีวศึกษาเพราะนักศึกษาอาชีวศึกษารัฐและเอกชนมีรวมกว่า 1 ล้านคน แต่เด็กอาชีวศึกษาที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทมีแค่ประมาณ 1,000 คน คิดเป็น 0.1% และส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่วนเด็กต่างจังหวัดมีน้อยมาก ซึ่งสื่อมวลชนเมื่อสื่อมวลนำเสนอข่าวออกไปจะมีผลอย่างมากต่อภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษา” นายวณิชย์
รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรรมการกนป. กล่าวว่า ในการประชุมกนป.ครั้งที่ผ่านมามีการบ่นกันว่ารัฐปล่อยและทิ้งอาชีวศึกษามากเกินไป อีกทั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)จะให้ทุนเด็กอาชีวศึกษามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอาชีวศึกษามีปัญหาขัดแย้งกันเอง ถ้ายังทะเลาะกันการพัฒนาอาชีวศึกษาจะทำได้ช้าและล้าหลังไปอีก จึงขอเสนอให้คณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เลขาธิการกอศ. นักการเมือง สส.ที่ดูแลอาชีวศึกษาทำงานกันอย่างสมานฉันท์ จะทำให้อาชีวศึกษาเดินหน้าไปได้ รวมทั้งอยากให้ศธ.มีเกณฑ์กำหนดให้ค้นหาเด็กที่มีแววเหมาะกับเรียนอาชีวะตั้งแต่ชั้น ป.5-ป.6 เพราะหากมาค้นหาตอนม.1 ช้าเกินไป
นายอรรถการ ตฤษณารังสี ตัวแทนสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า อยากให้สอศ.ปรับการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาโดยให้สอนวิชาการกับวิชาชีพให้สมดุลกันมากขึ้นเพราะทุกวันนี้เด็กเรียนปริญญาตรีใช้เวลาเรียนประมาณ 1,200 ชั่วโมงต่อปี แต่ใช้เวลาทำงานกว่า 2,000 ชั่วโมงต่อปี จึงควรให้เด็กอาชีวศึกษาได้เรียนรู้โลกอาชีพมากขึ้น ขณะเดียวกันภาคเอกชนควรเพิ่มเงินเดือนให้แก่เด็กที่จบปวช.และปวส.มากขึ้นเพื่อให้เด็กใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น และภาครัฐควรให้เงินเดือนโดยยึดความสามารถมากกว่าวุฒิการศึกษา
พลเรือเอกสุรศักดิ์ ศรีอรุณ ประธานอนุกรรมาธิการอาชีวศึกษา วุฒิสภา กล่าวว่า อยากให้มีการปรับค่าตอบแทนเด็กที่จบอาชีวศึกษาเพราะส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย และเร่งคลอดร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมการประกอบอาชีพเพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพช่างมีมาตรฐานวิชาชีพใบประกอบวิชาชีพเหมือนวิศวกร



