
สมัชชาสุขภาพฯสรุปร่างกันผลกระทบเอฟทีเอ
สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ผ่านมติร่างป้องกันผลกระทบจาก เอฟทีเอ เตรียมชง ครม.ต่อ ขณะที่ภาคประชาชนหวิดว็อกเอาท์ หลังถูกแก้ร่างใหม่ หวั่นเตะถ่วงเวลาจัดทำแผนกันผลกระทบ ไม่ทันการเจราจาเอฟทีเอ ไทย - สหภาพยุโรป เดือน มี.ค. นี้ ขณะที่ นักวิชาการ ห่วงผ่านร่างมติฉบ
(17ธ.ค.) ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กทม. ภายหลังการหารือเพื่อรับร่างมติสมัชชาสุขภาพในประเด็นการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาวะและสังคมจากการค้าเสรี ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 3 ซึ่งถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ทางคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) นำเข้าสู่การพิจารณา ซึ่งได้มีการหารือต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 15-17 ธันวาคม ใช้เวลาในการหาข้อสรุปร่วม 19 ชั่วโมง โดยมีมติรับร่างที่นำเสนอฉบับแรก ที่มีการนำเสนอใน 4 ประเด็น มีเนื้อหาคร่าวๆ คือ 1. ขอให้รัฐบาลและทุกภาคส่วนของสังคมไทย ให้สัตยาบันว่าจะให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสุขภาวะและสังคม ไม่น้อยกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับกลไกการค้าระหว่างประเทศ และแสดงจุดยืนในการป้องกันผลกระทบดังกล่าวต่อคู่เจรจาต่างประเทศ
2. ให้ ครม.มอบหมายและสนับสนุนกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศดำเนินการทันทีเพื่อจัดให้มีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ ( HIA : Health Impact Assessment ) จากการเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศด้านสินค้า การบริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา และอื่นๆ รวมถึงภาระผูกพันในปัจจุบันและอนาคตจากการเข้าร่วมเป็นภาคีหรืออยู่ในสาระของการเจรจาเปิดการค้าเสรีระหว่างประเทศ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาวะและสังคม อย่างเป็นระบบ
3. ให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติดำเนินการนำมตินี้เสนอต่อ ครม.เพื่อให้ความเห็นชอบและสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดรายการสินค้า การบริการ การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา และอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อสุขภาวะและสังคมให้เป็นรายการยกเว้นจากการเจรจาถาวร พร้อมให้มีการศึกษาแนวทางการปฏิรูปกองทุนเยียวยาที่มีอยู่ โดยเฉพาะที่มาของกองทุนจากผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการเจรจาการค้าเสรีที่มีผลกระทบต่อสุขภาวะและสังคม และ 4. ให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจัดทำกรอบการเจรจาการค้าเสรีระหว่างประเทศที่ไม่ขัดแย้งกับมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ รวมถึงนโยบายและยุทธศาสตร์แห่งชาติที่เกี่ยวข้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการประชุมได้มีการนำเสนอร่างมติใหม่ซึ่งเป็นฉบับที่ 2 ขึ้นมา ที่มีเนื้อหาแตกต่างจากฉบับแรก คือการกำหนดให้มีการจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น โดยดึงภาคเอกชน และภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหว ซึ่งได้รับการคัดค้านจากตัวแทนองค์กรภาคเอกชนและผู้เข้าร่วมประชุม เนื่องจากเห็นว่าเป็นการล้มร่างมติฉบับแรกที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันจัดทำขึ้น ที่ใช้เวลา 3-6 เดือน และเกรงว่าจะเป็นการดึงเวลาการดำเนินการออกไปของภาคเอกชน และอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาการค้าเสรี ไทย - สหภาพยุโรปที่กำลังจะมีขึ้น ขณะที่ทางตัวแทนกรมเจรจาการค้าเสรีได้ขอสงวนความเห็นไม่ลงมติรับร่างดังกล่าว เนื่องจากต้องนำมตินี้เสนอต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาการค้าเสรีพิจารณาก่อน จึงทำให้มีการหยุดพักการประชุมไปช่วงหนึ่ง
น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องเร่งผลักดัน เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า ขณะนี้ทางกลุ่มประเทศยุโรปเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และกำลังมุ่งตลาดมายังอาเซียนรวมถึงประเทศไทย โดยในการเจรจาเอฟทีเอจะมีการกำหนดให้มีการลดภาษีนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 90% ภายใน 7 ปี รวมไปถึงในเรื่องยาที่เป็นปัจจัย ดังนั้นจำเป็นที่เราต้องช่วยกันเฝ้าระวังโดยการมีส่วนร่วม
ด้าน นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ประธานคณะทำงานร่างมติการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาวะและสังคมจากการค้าเสรีระหว่างประเทศ กล่าวแสดงความเป็นห่วงกรณีที่ประชุมลงความเห็นรับมติฉบับแรกว่า ยินดีกับร่างมติฉบับแรกที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมในฐานะที่ตนเป็นผู้ร่วมร่างมติฉบับนี้ขึ้น ซึ่งความแตกต่างระหว่างร่างมติทั้ง 2 ฉบับ คือร่างมติแรก เป็นการสั่งให้หน่วยงานและภาคเอกชนทำ ทำให้เราไม่มีพันธมิตรในการขับเคลื่อน ขณะที่ฉบับที่ 2 จะทำให้เรามีพันธมิตรในการขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดพลังและยังเป็นฉันทามติอย่างแท้จริง อยากให้มองในประเด็นนี้
อีกทั้งในวันนี้ผู้เข้าร่วมประชุมมีผู้แทนจากภาคเอกชนเข้าร่วมน้อยมาก ทั้งจากสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม เป็นต้น จึงไม่อยากให้เป็นเวทีนี้เป็นแบบพวกมากลากไปเท่านั้น ดังนั้นจึงอยากให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ส่วนประเด็นที่เกรงว่าจะไม่ทันกับการเจรจาเอฟทีเอ ไทย - สหภาพยุโรป ในเดือนมีนาคมปีหน้านั้น นพ.วิโรจน์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่ายังมีเวลา และการเจรจาคงไม่เกิดขึ้นเร็วนัก เพราะยังมีเรื่องการยุบสภา การเลือกตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งการเจราจาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีผลกระทบมากๆ เชื่อว่า ขณะนี้รัฐบาลเองคงไม่เร่งรีบและตัดสิน และคงปล่อยให้เป็นหน้าที่รัฐบาลชุดใหม่ จึงยังมีเวลาอยู่



