ไลฟ์สไตล์

สภาสตรีฯ กระตุ้นสตรีไทยใส่ใจสุขภาพ

สภาสตรีฯ กระตุ้นสตรีไทยใส่ใจสุขภาพ

18 ธ.ค. 2553

เนื่องในโอกาสมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในปี พ.ศ.2554 สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ น้อมเฉลิมพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ด้วยการเดินหน้าสร้างสรรค์โครงการ “สตรีไทย ห่วงใยสุขภาพ” (วีเมน วี แคร์) ร่วมกับกระทรวงส

   ในโอกาสนี้ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการ “สตรีไทย ห่วงใยสุขภาพ” และร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) โครงการดังกล่าวร่วมกับ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ ตลอดจนนายกองค์กรสมาชิกสภาสตรีแห่งชาติฯ ทั้ง 192 แห่ง ในการประชุมใหญ่ สภาสตรีแห่งชาติฯ ครั้งที่ 34 (กึ่งวาระ) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เมื่อเร็วๆ นี้

   พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อคิดว่า ภารกิจสำคัญสำหรับการดำเนินโครงการในการลงนามบันทึกความเข้าใจในวันนี้ 2 เรื่อง คือ ขอความร่วมมือขับเคลื่อนนโยบาย ลดหวาน มัน เค็ม ลดโรค โดยรณรงค์ให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตลดการรับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม แล้วเพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้และออกกำลังกาย ทำจิตใจให้สดใส ไม่เครียด และรณรงค์ให้สตรีไทยตรวจหามะเร็งเต้านม ซึ่งกระทรวงได้จัดให้มีการอบรมอาสาสมัครเพื่อให้ความรู้ในการตรวจเต้านมด้วยตนเองแก่สตรี โดยกระทรวงจะจัดสัปดาห์สอนอาสาสมัครตรวจมะเร็งเต้านมร่วมกับกรมการแพทย์

 ในขณะที่ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่สืบเนื่องมาจากการจัดโครงการ “สาธารณสุขทำดีเพื่อแม่ เนื่องในวันสตรีไทย” เมื่อปี 2552-2553 ที่ผ่านมา และเพื่อดำเนินกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง สภาสตรีแห่งชาติฯ จึงร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขจัดโครงการ “สตรีไทย ห่วงใยสุขภาพ” ขึ้น โดยจะดำเนินโครงการเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 3 ปี ตั้งแต่พ.ศ.2553-2556 ด้วยเห็นความสำคัญของสุขภาพว่า “บุคลากรที่มีคุณภาพ ต้องมีสุขภาพแข็งแรง” โดยสตรีเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างคนให้มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อเป็นทรัพยากรในการสร้างชาติให้เจริญรุ่งเรืองและก้าวหน้าต่อไป

 “คณะกรรมการสภาสตรีแห่งชาติฯ ในวาระนี้ ถือเป็นหน้าที่หลักและเล็งเห็นความสำคัญของสตรีในการพัฒนาและสร้างสรรค์ประเทศให้เจริญก้าวหน้า ด้วยเชื่อว่า ประเทศชาติจะเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงได้นั้น ประชากรต้องมีสุขภาพดี และสตรีเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการดูแลเด็ก เยาวชนและครอบครัว การรวมพลังในครั้งนี้ จะทำให้โครงการสัมฤทธิผลอย่างเป็นรูปธรรมและกว้างขวางครอบคลุม เกิดเป็นโครงการที่ดีเพื่อสตรี เป็นการป้องกันด้วยการดูแลและห่วงใย หากได้มีการเอาใจใส่อย่างถูกต้องและเหมาะสม ย่อมดีกว่าการบำบัดรักษาและเยียวยาที่ปลายเหตุ” ประธานสภาสตรีฯ แจง