ไลฟ์สไตล์

โรคปอดบวม-หัด ไวรัสระบบทางเดินหายใจ

โรคปอดบวม-หัด ไวรัสระบบทางเดินหายใจ

16 ธ.ค. 2553

โรคปอดบวม อาจเป็นโรคแทรกซ้อนของไข้หวัด หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อปอดบวมโดยตรง ติดต่อโดยการหายใจเอาเชื้อซึ่งฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ

เชื้อเหล่านี้อยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยที่ไอ จาม ออกมา หรือติดต่อโดยการใช้ภาชนะ และสิ่งของร่วมกับผู้ป่วย มีระยะฟักตัวของโรค 1-3 วัน 
 เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบหายใจที่มีความรุนแรง ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาทันท่วงที และเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะเด็กแรกเกิด น้ำหนักตัวน้อย เด็กในวัยขวบแรก เด็กขาดสารอาหาร เด็กที่มีความพิการแต่กำเนิด เช่น โรคหัวใจ เมื่อเป็นปอดบวมมักจะเป็นรุนแรง
อาการ
 มักจะเกิดอาการตามหลังโรคหวัด 2-3 วัน โดยมีไข้สูง ไอมาก หายใจหอบมักจะหายใจเร็ว ถ้าเป็นมากจะหายใจแรง จนชายโครงบุ๋ม สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน ถ้าป่วยหนัก มักจะซึม ไม่ดื่มนม ไม่ดื่มน้ำ ถ้าไข้สูง อาจชัก บางรายมีหายใจเสียงดัง ปาก เล็บ มือ เท้าเขียว และกระสับกระส่าย บางรายอาการอาจไม่ชัดเจน อาจไม่ไอ แต่มีอาการซึม ดื่มนม หรือน้ำน้อยลงมาก
 ถ้ามีอาการเช่นนี้ ต้องพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล  ถ้ารักษาช้า หรือได้รับยาไม่ถูกต้อง อาจมีโรคแทรกซ้อน เช่น หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด ปอดแฟบ ฝีในปอด เป็นต้น
การป้องกัน และรักษา
 1.เหมือนกับการป้องกันไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่  
 2.ควรให้เด็กเล็กหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย และควรได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมแม่ และให้อาหารเสริมอย่างพอเพียง รวมทั้งให้ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามกำหนด
 โรคหัด เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสหัด พบบ่อยในเด็กช่วงอายุ 1-6 ปี ติดต่อกันได้ง่ายมากจากการไอ จามรดกันโดยตรง หรือจากการหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยที่ลอยอยู่ในอากาศเข้าไป โรคหัดมักเกิดการระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวต่อกับฤดูร้อน 
อาการ
 โรคหัด มีระยะฟักตัวประมาณ 8-12 วัน หลังจากนั้น จะมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง อาการต่างๆ เหล่านี้จะรุนแรงมากขึ้น ผื่นจะขึ้นประมาณวันที่สี่ นับตั้งแต่เริ่มมีไข้ ไข้จะลดลงเมื่อผื่นกระจายไปทั่วตัว และจางหายไปภายในเวลาประมาณ 14 วัน
 ผู้ป่วยโรคหัดอาจมีโรคแทรกซ้อน ได้แก่ ปอดอักเสบ อุจจาระร่วง ช่องหูอักเสบ สมองอักเสบ และภาวะทุพโภชนาการ โดยเฉพาะในเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการ หรือขาดวิตามินเอ เมื่อเป็นหัดจะมีความรุนแรงมาก และถ้ามีปอดอักเสบร่วมด้วยอาจทำให้เสียชีวิตได้
การป้องกันและรักษา
 1.เมื่อสงสัยว่า เป็นหัด ควรให้แพทย์ตรวจเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ และให้ยาที่เหมาะสมถ้ามีโรคแทรกซ้อน
 2.ให้ผู้ป่วยนอนพัก เช็ดตัวในช่วงที่มีไข้สูง และให้อาหารอ่อนที่มีคุณค่า
 3.แยกผู้ป่วยออกจากเด็กอื่นๆ จนถึงระยะ 4-5 วัน หลังผื่นขึ้น
 4.ระวังโรคแทรกซ้อนต่างๆ เพราะระยะที่เป็นหัด เด็กจะมีความต้านทานโรคบางอย่างลดลงโดยเฉพาะวัณโรค ดังนั้น จึงต้องระวังการติดเชื้อจากผู้ใหญ่
 5.หลายคนเชื่อว่า เด็กต้องออกหัดทุกคน ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ให้เด็กได้รับวัคซีนหัด 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 อายุระหว่าง 9-12 เดือน และครั้งที่ 2 อายุ 4-6  ปี
กรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสุข