
ชี้ประกันสังคมไม่เหมาะแรงงานต่างด้าว
มูลนิธิรักษ์ไทยได้จัดการประชุมประจำปีเรื่อง ความมั่นคงทางสุขภาพของแรงงานข้ามชาติขึ้น โดยมีองค์กรพัฒนาเอกชน และนักวิชาการเข้าร่วมประมาณ 150 คน เพื่อวิพากษ์วิจารณ์และหาทางออกร่วมกันในเรื่องการเข้าถึงระบบประกันสุขภาพของแรงงานต่างด้าวอย่างยั่งยืน เมื่อวันที
น.ส.สุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิคุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กล่าวว่า ในปัจจุบันแรงงานข้ามชาติทั้ง 3 สัญชาติ ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว หรือกัมพูชา เป็นแรงงานที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย และจากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ามีส่วนสำคัญในผลผลิตมวลรวมของประเทศ (จีดีพี) มากถึง 4 เปอร์เซ็นต์ จึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับระบบสวัสดิการต่าง ๆ รวมถึงระบบสาธารณสุข ให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
“ทางมูลนิธิเสนอแนวทางสามอย่างให้ทางภาครัฐเข้าไปแก้ไข ได้แก่ 1.ให้ระบบประกันสุขภาพขยายการบริการสุขภาพให้ครอบคลุมไปถึงเรื่องการรักษาโรคเอดส์ และโรคติดต่อต่าง ๆ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น 2. ให้เปิดขายบัตรประกันสุขภาพให้กับแรงงานต่างด้าว ที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประกันสังคม หรือประกันอื่น ๆ โดยอย่างน้อยให้มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่คล้ายคลึงกับคนไทย และ 3. จัดการเรื่องระบบประกันสุขภาพทั้งหมดให้อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพราะในทุกวันนี้ ระบบประกันสุขภาพต่าง ๆ มีความแตกต่างกันมาก ทั้งประกันสังคม ประกันสุขภาพถ้วนหน้า สวัสดิการข้าราชการ หรือประกันสุขภาพของต่างด้าวเอง ก็อยู่คนละมาตรฐานกัน ทั้งที่ทุกระบบล้วนบริหารจัดการโดยภาครัฐทั้งสิ้น” น.ส.สุภัทรากล่าว
ส่วนนายสุภา บุญยืน เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยภาคสนามแรงงานข้ามชาติ มูลนิธิรักษ์ไทย จังหวัดตราด กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเองเป็นแรงงานต่างด้าวนั้น การเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขทุกวันนี้มีความยุ่งยาก และแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่หวาดกลัวที่จะเข้าไปรักษาในรพ.ของรัฐ โดยเฉพาะเรื่องของค่ารักษาพยาบาล ซึ่งกลัวว่าสิทธิต่าง ๆ จะไม่ครอบคลุมโรคของตัวเอง รวมถึงกังวลเรื่องภาษา ว่าจะไม่สามารถสื่อสารกับเจ้าหน้าที่รพ.รู้เรื่อง นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการตรวจโรคที่ช้า และต้องใช้เวลานาน ซึ่งจะทำให้กระทบต่อหน้าที่การงานซึ่งส่วนใหญ่รับจ้างอยู่บนเรือประมง ซึ่งส่วนใหญ่แรงงานต่างด้าวฯ มักไปรักษาที่คลีนิคเอกชนมากกว่า
นายสุภา เสนอแนะว่าหากรัฐบาลต้องการจัดการระบบการรักษาพยาบาลสำหรับคนต่างด้าว นั้น ควรจะทำให้เป็นแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (one stop service) ตั้งแต่พิสูจน์สัญชาติ ลงทะเบียนสิทธิ์ รับบัตรประกันสุขภาพให้เสร็จภายในวันเดียว เพราะทุกวันนี้เสียเวลากับเรื่องเหล่านี้มาก ทำให้แรงงานหลาย ๆ คนหลีกเลี่ยงที่จะทำ
ขณะที่น.ส.วรรณดี ศรีบัวเอี่ยม ประธานชมรมผู้ประกอบการผู้ใช้แรงงานข้ามชาติ กล่าวว่า หากจะมีประกันสุขภาพให้กับคนต่างด้าวเพิ่มเติมนั้น ควรจะตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อดูแล เพราะระบบประกันสังคมไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ปัจจุบันของแรงงานต่างด้าว เพราะแรงงานกลุ่มนี้มีพฤติกรรมเปลี่ยนงานและเปลี่ยนนายจ้างบ่อยครั้ง ทำให้นายจ้างไม่สามารถจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมได้ตลอด อีกทั้งแรงงานกลุ่มนี้บางส่วนอาจไม่ได้อยู่รับเงินชดเชยเมื่อชราภาพ เพราะบางคนกลับประเทศก่อน ทางกระทรวงแรงงานควรจะสร้างระบบใหม่ที่เอื้อให้กับคนกลุ่มนี้มากกว่าส่วนการทำงานของหน่วยงานในกระทรวงฯ ก็มักจะขัดแย้งกัน โดยเฉพาะกรมการจัดหางาน และสำนักงานประกันสังคม ที่มักจะโยนภาระข้ามกันไปมาในเรื่องการจัดการสุขภาพแรงงานต่างด้าว ทำให้นายจ้างต้องสับสนอยู่เสมอ
นางสุรัสวดี จันทรัตน์ ผู้ตรวจราชการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า เห็นในแนวทางเดียวกับน.ส.วรรณดี ที่จะแยกการประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าวออกจากระบบประกันสังคม เพราะหากแรงงานต่างด้าวต้องจ่ายตามหลักการของสำนักงานประกันสังคมซึ่งระบุว่าให้จ่ายเงินสมทบปีละ 5%ของเงินเดือนนั้น แรงงานต่างด้าวอาจไม่สามารถที่จะรับได้ เพราะหากคิดกันดี ๆ ปีหนึ่งอาจสูงถึง 4-5 พันบาท นอกจากนี้แรงงานฯยังต้องมีภาระในเรื่องของการจ่ายเงินเข้ากองทุนส่งกลับฯ เพิ่มเติมอีก ซึ่งสิทธิที่ตนเห็นว่าเหมาะสมและควรคงไว้สำหรับแรงงานต่างด้าว เช่น เรื่องกองทุนทดแทนหากได้รับบาดเจ็บจากการประกอบอาชีพ หรือเรื่องของเงินค่าทำศพ ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าระบบที่เหมาะสมสำหรับแรงงานกลุ่มนี้ก็คือ “การซื้อประกันเฉพาะสำหรับแรงงานต่างด้าว” ซึ่งหลังจากคุยกันวันนี้ก็จะนำข้อมูลไปหารือกับทางกระทรวงแรงงาน เพื่อประกอบในการจัดทำนโยบายแรงงานต่างด้าวต่อไป



