
น้องรอนนักศึกจากนราฯณม.รามคำแหง
ได้มีโอกาสกลับมาบ้านเกิดอีกครั้ง 5 ตุลาคม พ.ศ.2533 พักอยู่กับน้องๆ นักศึกษามุสลิมกลุ่มหนึ่งซึ่งมาจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นส่วนใหญ่ และหนึ่งในนั้นคือ น้องรอน หรือมีชื่อจริงว่า นายอิมรอน มะลี นักศึกษาหนุ่มจาก จ.นราธิวาส ซึ่งทำหน้าที่เป็นไกด์ในการเดินทา
น้องรอน ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกคนร่ำรวยหรือมีชื่อเสียงในหมู่บ้าน การเป็นคนธรรมดาในหมู่บ้านมุสลิมก็เท่ากับการที่ย่ำอยู่กับที่และคงไม่มีวันที่จะก้าวหน้าในเรื่องอาชีพการงานต่อไป ความหวังของเขา คือ ต้องการเป็นปลัดอำเภอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ ยามที่คุยกับเพื่อนๆ หรือน้องๆ บางคนก็มีอาการอยากจะหัวเราะในสิ่งที่พูดออกไป แต่นั้นคือความหวังของตัวเองจริงๆ
น้องรอน เริ่มเข้าเรียนโรงเรียนภัทรียาอนุบาล ใน จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ไม่มีกฎเข้มงวดอะไรมากมาย เหมือนกับโรงเรียนสามัญต่างๆ ที่อยู่ในสามชายแดนจังหวัดภาคใต้ การเริ่มต้นนับ ก ไก่ เริ่มแข่งกับการนับ อาเลฟ บา ตา ซึ่งเป็นอักษรภาษาอาหรับ ในขณะที่การพูดจายังคงใช้ภาษามลายูท้องถิ่นพูดในการสื่อสาร การเริ่มต้นเรียนของตัวเองในวันนั้นก็คงเหมือนเด็กชนบททั่วไป
จนกระทั่งจบการศึกษาระดับประถม 6 และได้เข้าเรียนต่อในระดับ ม.ต้น โรงเนียนนะฎอตู้ลสูบาน ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนทั้งศาสนาและสามัญ การเรียนควบคู่กันไปนี้ ทำให้มีความรู้สึกว่า การเรียนสามัญระดับประถมที่ผ่านมาตัวเองไม่เอาใจใส่เท่าที่ควร หากเทียบกับนักศึกษาคนอื่นๆ ที่เข้าศึกษาในโรงเรียนนี้ น้องรอน เริ่มปรับตัวและมุ่งเข็มทิศไปยังการศึกษาอย่างจริงจัง ทั้งศาสนาและสามัญ จนจบการศึกษาระดับมัธยมปลายของโรงเรียนนะฎอฯ และมีความฝันที่จะก้าวต่อไปในการศึกษาให้จบระดับปริญญาตรีให้ได้
วันนี้คือฝันที่เป็นจริงของน้องรอน เมื่อได้มาอยู่กรุงเทพฯ พักอยู่ที่บ้านพักหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พักของน้องๆ จากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เสียเป็นส่วนใหญ่ หอพักหลังนี้เป็นห้องขนาดกลางพอที่จะเป็นที่พักเพื่อการศึกษาด้วยค่าเช่าไม่แพงนัก ค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าอาหารต้องใช้ต่างหาก น้องรอนบอกว่า ในเดือนหนึ่งๆ ค่าใช้จ่ายสรุปแล้วก็หลายพัน
หลังห้องพักเป็นที่โล่ง น้องรอนจึงขอเจ้าของหอพักเพื่อจะเปิดร้านขายของ ซึ่งตัวเองมีความถนัดในเรื่องการทำชาเย็น ชาร้อนและโรตีมะตะบะ โชคดีที่เจ้าของที่พักใจดีอนุญาตให้เปิดร้านได้โดยคิดล็อกละ 300 บาทต่อเดือน จากการตั้งใจในการทำงานและเรียนไปด้วย ทำให้น้องรอนได้รับรู้ว่า หากมัวแต่รอประกาศนียบัตรเพียงแผ่นเดียวเพื่อเข้าทำงานคงเป็นการยาก หากขาดไร้ซึ่งประสบการณ์และความอดทน การร่วมกิจกรรมกับมหาวิทยาลัยคือสิ่งที่จำเป็นยิ่งในการจะทำงานกับสังคมที่แตกต่างในอนาคต
ณ วันนี้ น้องรอน หนุ่มจากนราธิวาส ยังคงศึกษาอยู่ ม.รามคำแหง คณะรัฐศาสตร์ เพื่อทำความฝันในการเป็นปลัดอำเภอ เพราะต้องการแก้ปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน ที่ไม่พอใจของการให้บริการ หรือการไม่เข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่กับคนในท้องที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝังใจมานาน หากความฝันของตัวเองเป็นจริงอยากจะทำให้เกิดความรักความสมานฉันท์กันมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่รูปนอกหรือแค่คำบอกเล่าเท่านั้น
น้องรอน บอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องหันมาช่วยเหลือกันอย่างจริงจังทุกฝ่าย คนท้องที่ย่อมเข้าใจคนท้องที่มากที่สุด แต่กระนั้นก็ยังคิดว่า การที่จะให้ทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต้องมีความเข้าใจกันระหว่างหน่วยงานราชการ ทุกองค์กร ทั้งในด้านของตำรวจ ทหาร และผู้นำขอศาสนาต่างๆ ในถิ่นนั้นอีกด้วย
วันนี้เรื่องน้องรอนเป็นตัวอย่างของความตั้งใจและการมองปัญหาที่จะต้องพานพบเสมอ การศึกษาในประเทศไทยของเราไม่ได้ปิดกั้นหรือห้ามให้ใครมีความสำเร็จในชีวิตเลย อยู่ที่ตัวคนคนนั้นมากกว่าที่จะรักตัวเองหรือไม่ ขอเป็นหนึ่งกำลังใจให้แก่น้องๆ ที่กำลังเดินตามฝัน เหมือนอย่างเช่น อนาคตปลัดอำเภอน้องรอน คนนี้



