
กรมอนามัยดันพ.ร.บ.แบนโฆษณานมผงปี55
เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. พญ.นิพรรณพร วรมงคล หัวหน้ากลุ่มอนามัยแม่และเด็ก สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลกและองค์การกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ ได้แนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมมารดาอย่างเดียว 6 เดือนหลังคลอด
และหลังจากนั้นควรเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาร่วมกับอาหารอื่นตามวัยเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี แต่ปัจจุบันพบว่า อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาในประเทศไทยลดลงและน้อยมาก โดยมีการเลี้ยงลูกด้วยนมผงอย่างเดียวมากกว่า 50 % โดยมีบริษัท 5 แห่งที่นำเข้านมผงจากต่างประเทศมาจำหน่ายในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถผลิตเองได้เพราะต้นทุนสูง ปีหนึ่งมีมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยเด็กหนึ่งคนจะต้องกินนมผงประมาณ 2 หมื่นบาทต่อคน ปีหนึ่งมีเด็กเกิดประมาณ 8 แสนคนหากครึ่งหนึ่งกินนมผงลองคูณด้วย 2 หมื่นบาทจะเป็นเงินเท่าไร
พญ.นิพรรณพร กล่าวต่อว่า บริษัทนมผงได้ละเมิดกฎเกณฑ์การตลาดว่าด้วยอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กโดยมีการโฆษณาทั้งทางตรงและทางอ้อม มีการแจกนมผงให้แก่แม่ที่คลอดบุตรใน รพ. ที่ผ่านมาพบว่ามีบริษัทนมผงเข้าไปทำการตลาดใน รพ.ต่างๆ กว่า 20 แห่งในประเทศไทย รูปแบบมีทั้งการแจกจ่ายสินค้าที่มีตราสินค้าของตัวเอง อาทิ กระเป๋า ผ้ากันน้ำลาย แบบสอบถามเพื่อรับของขวัญ หรือบางคนจะขอชื่อที่อยู่แล้วส่งของไปให้ที่บ้าน ทั้งที่ตามหลักการแล้วบริษัทนมผงสามารถเข้าไปในโรงพยาบาลได้เฉพาะการให้ข้อมูลเชิงวิชาการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เท่านั้น
ด้าน พญ.ยุพยง แห่งเชาวนิช เลขาธิการศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กระทรวงสาธารณสุขควรเข้มงวดโดยห้ามแจกตัวอย่างนมผง หรือ อาหารเสริมแก่แม่ นอกจากนี้เตรียมที่จะผลักดันร่าง พ.ร.บ.อาหารทารกและเด็ก พ.ศ. ... ให้แล้วเสร็จภายในปี 2555 โดยสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.นี้ คือ ห้ามทำการโฆษณาและส่งเสริมการขายใดๆ ในผลิตภัณฑ์นมผสมสำหรับเด็กทารกตั้งแต่แรกเกิดจนเถึงอายุ 2 ปี นอกจากนี้ยังเน้นถึงบทบาทของกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการกำกับดูแลและติดตามเพื่อให้หน่วยงานปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะเดียวกันกำหนดให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อติดตามการดำเนินงาน และทำรายงานสรุปผลแก่กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งที่ประชุมสมัชชาสุขภาพโลกทุก 2 ปี
“ ปัจจุบันประเทศไทยมีข้อตกลงร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและบริษัทประกอบธุรกิจอาหารทารกและเด็กเล็กแต่มีเพียงบริษัทบางแห่งเท่านั้นที่ลงนามเห็นชอบในบันทึกข้อตกลงอีกทั้งข้อตกลงไม่มีผลทางกฎหมายดังนั้นจึงต้องผลักดันร่าง พ.ร.บ.อาหารทารกและเด็ก ” พญ.ยุพยง กล่าว



