
ถูกไถเงินค่าลิขสิทธิ์
ถูกจับลิขสิทธิ์เครื่องสำอางในพื้นที่ สน.มักกะสัน เรียกเงินจำนวน 23,000 บาท แต่มีแค่ 21,000 บาท จึงจ่ายไปแค่นั้น และเขาบอกว่าจะต้องจ่ายทุกเดือน เดือนละ 2,000 บาท เพื่อที่จะไม่ถูกจับอีก โดยจะมีรหัสให้ไว้ติดโชว์หน้าร้าน
คนที่อ้างว่า มาจากลิขสิทธิ์จะมากัน 3 คน ตำรวจอีก 1 คน แต่งกายครึ่งท่อน บอกว่ามาจาก สน.มักกะสัน แต่ไม่น่าจะมาเรียกร้องว่าถ้าจะขายก็ต้องจ่ายทุกเดือน แต่เหมือนจะรู้กันกับ สน.ในท้องที่ เพราะจริงๆ แล้วต้องขึ้นโรงพัก และลงบันทึกประจำวันไว้ แต่นี่ตกลงกันข้างๆ โรงพัก แล้วให้โอนเงินเข้าบัญชีให้ ถ้าไม่โอนจะพาขึ้นศาล
ชาวบ้านมีความเดือดร้อนมาก หาเช้ากินค่ำแท้ๆ แต่ต้องมาจ่ายให้คนพวกนี้ทุกเดือน จะไหวไหมลองคิดดู ไม่รู้จะไปเพิ่งใครเพราะไม่รู้กฎหมายและกลัวคนพวกนี้จะใช้อำนาจในทางมิชอบ
สมโภช
ตอบ
พ.ต.ท.สถิตพร บุณยรัตนพันธ์ รอง ผกก.ปป. สน.มักกะสัน ชี้แจงว่า การจับลิขสิทธิ์ หรือสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า เจ้าพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับได้ โดยไม่ต้องมีผู้เสียหาย กรณีนี้ตำรวจที่ไปด้วยน่าจะเป็นตำรวจในทีมลิขสิทธิ์ ไม่ใช่ตำรวจ สน.มักกะสัน ตามที่กล่าวอ้างแน่นอน เพราะขณะปฏิบัติหน้าที่ ตำรวจจะต้องสวมเครื่องแบบให้ครบถ้วน แสดงตัวตนให้ชัดเจน หากแต่งกายครึ่งท่อนแบบนี้ ไม่ใช่ตำรวจก็แต่งได้ อาจเป็นตำรวจปลอม
ทางที่ดีที่สุด ขอดูบัตรตำรวจเลย ถ้าเป็นตัวจริงต้องกล้าให้ดู
การขายสินค้ามีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ เมื่อมีการปราบปรามโดยผู้ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ขายไม่แน่ใจว่ามาจากบริษัทลิขสิทธิ์จริงหรือไม่ หรือมีการแอบอ้าง ให้ขอดูใบมอบอำนาจว่าออกจากบริษัทใด และมอบอำนาจให้ใคร ซึ่งผู้ที่รับมอบอำนาจที่ปรากฏรูปถ่ายและชื่อ-นามสกุลในใบมอบอำนาจเท่านั้นที่มีสิทธิ์ดำเนินการแทนเจ้าของลิขสิทธิ์ได้
ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ มีหน้าที่ตรวจสอบร้านค้าที่มีการละเมิด แต่จะไม่มีอำนาจในการเชิญตัว เมื่อมีการลงพื้นที่จะต้องแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงาน เพื่อให้ตำรวจลงพื้นที่ไปเชิญตัวเจ้าของร้านค้าที่มีการละเมิดมาเจรจาที่โรงพัก พร้อมกับไกล่เกลี่ยค่าปรับกับบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ เมื่อตกลงกันได้แล้ว ก็ทำบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ตามหลักเกณฑ์ต้องเป็นแบบนี้ แต่กรณีนี้ฟังแล้วแปลกๆ เจรจากันข้างโรงพัก จ่ายเงินโดยโอนเข้าบัญชีบุคคล แต่ไม่มีการลงบันทึกประจำวันไว้ ทั้งๆ ที่พาตำรวจไปด้วย
รองผู้กำกับ บอกว่า ข้อหานี้มีโทษปรับเป็นคดียอมความได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้า ถ้าปริมาณเยอะขึ้นศาลอาจถูกจำคุก ทางที่ดีอย่าขายเลยดีกว่า เพราะอาจเป็นเหยื่อของผู้แอบอ้างได้ โดยจะอาศัยความกลัว ข่มขู่ รีดไถเงิน กลายเป็นว่าต้องสมยอมจ่ายเงินไปเพราะความกลัว
ด้าน ฝ่ายเครื่องหมายการค้า บริษัทที่ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์เครื่องสำอาง ชี้แจงว่า การจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ จับแล้วปรับเลย ไม่มีการติดสติกเกอร์เก็บรายเดือน
ส่วนเจ้าหน้าที่ตามที่แจ้งชื่อ-นามสกุลมานั้น อยู่ในส่วนของลิขสิทธิ์จริง บริษัทได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินการปราบปราม จากบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นผู้นำเข้าเครื่องสำอางยี่ห้อนี้แต่เพียงผู้เดียว รายอื่นๆ หากนำเข้ามาขายถือเป็นการละเมิดสิทธิ์เครื่องหมายการค้า
ตามหลักปฏิบัติ เมื่อเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบอำนาจลงพื้นที่ตรวจพบว่ามีการละเมิด จะต้องมีการเจรจายอมความกันก่อน หากเรียกค่าปรับต้องลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน กรณีนี้ไม่มั่นใจว่า เป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทจริงหรือไม่ให้โทรสอบถามก่อน
ฝ่ายเครื่องหมายการค้า แนะนำให้ติดต่อบริษัทโดยตรง ซื้อแฟรนไชส์ของบริษัทดีกว่า ราคาไม่แพง จะได้ขายอย่างถูกต้อง ไม่ถูกจับอีก
ลุงแจ่ม



