ไลฟ์สไตล์

เงินเซสส์ 5% มากไปหรือไม่?(1)

เงินเซสส์ 5% มากไปหรือไม่?(1)

15 ธ.ค. 2553

ดูเหมือนว่าตอนนี้ราคายางพาราพุ่งขึ้นเลยเพดานที่กิโลกรัมละ 120 บาทไปหลายวัน ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพารานั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าหลายๆ อาชีพทีเดียว อย่าภาวนาที่จะให้ภาคเกษตรด้านอื่น อยู่ดีมีสุขด้วย ให้สมกับที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เกษตรกรต้องยิ่งใ

 ถ้าดูข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุตัวเลขว่า ในปี 2552 ประเทศไทยผลิตและการส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ของโลก มีรายได้จากการส่งออกยางพาราในรูปวัตถุดิบ 88% มูลค่า 146,263 ล้านบาทต่อปี ส่งออกในรูปผลิตภัณฑ์ยาง 12% มูลค่า 152,800 ล้านบาทต่อปี 

 เงินที่ได้จากการส่งออกยางพารานั้น ตาม พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางปี 2503 กำหนดให้หักเก็บเงินสงเคราะห์ หรือ "เงินเซสส์" (CESS) จากผู้ส่งออกเริ่มจากกิโลกรัมละ 0.9 บาท เพื่อนำกลับเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มี 3 รูปแบบ คือ 85% ทุนแก่ที่โค่นต้นยางเก่ามาปลูกใหม่หรือทำสวนยางสงเคราะห์ในอัตราไร่ละ 11,000  บาท อีก 10% ให้แก่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เพื่อใช้ในการเป็นเงินเดือนพนักงาน และอีก 5% ของเงินที่ว่านี้ มอบให้แก่สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เพื่อใช้ในงานวิจัย พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ

 ที่ผ่านมามีการปรับราคาเงินสงเคราะห์หลายครั้ง เช่น เริ่มจากกิโลกรัมละ 0.9 บาท และก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2553 เก็บในอัตรา กิโลกรัมละ 1.40 บาท ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องกำหนดอัตราเงินสงเคราะห์ผู้ส่งออกยางนอกราชอาณาจักรต้องชำระเงินสงเคราะห์ ตาม พ.ร.บ.กองทุนการทำสวนยาง พ.ศ.2503 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) ปีพ.ศ.2530 ที่กำหนดอัตราเงินสงเคราะห์ใหม่เป็นขั้นตอนดังนี้  

 1.ราคายางไม่เกินกิโลกรัมละ 40 บาท ชำระเงินสงเคราะห์ในอัตรากิโลกรัมละ 90 สตางค์ 2.ราคายางเกินกิโลกรัมละ 40 บาท แต่ไม่เกิน 60 บาท ในอัตรากิโลกรัมละ 1.40 บาท 3.ราคายางเกินกิโลกรัมละ 60  บาท แต่ไม่เกิน 80 บาท ในอัตรากิโลกรัมละ 2.00 บาท 4.ราคายางเกินกิโลกรัมละ 80 บาท แต่ไม่เกิน 100 บาท ชำระอัตรากิโลกรัมละ 3.00 บาท และ 5.ราคายางเกินกิโลกรัมละ 100 บาท ต้องชำระเงินในอัตรากิโลกรัมละ 5.00 บาท โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553
นั่นหมายถึงว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 มาถึงปัจจุบัน เป็นการเก็บเงินจากผู้ส่งออกกิโลกรัมละ 5 บาท และแน่นอนที่สุดเมื่อมีการเก็บจากผู้ส่งออก ผู้ส่งออกก็ต้องกดจากเกษตรกร ทำให้ถูกมองว่า เป็นการขูดรีดชาวสวนยางหรือไม่ ลองคิดดูครับ เงินที่เก็บเพิ่มจากเดิมถึงกิโลกรัมละ 3.60 บาท ไทยส่งออกยางพาราปีละเกือบ 3 ล้านตัน คิดเป็นเงินเท่าไร และเงินนั้นจะไปใช้อย่างไร และเกษตรกรจะได้อะไรเพิ่มบ้าง

 หากใครว่างในวันที่ 24 ธันวาคม 2553 นี้ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยร่วม ม.เกษตรศาสตร์ จะจัดสัมมนา หัวข้อ "เกษตรกรจะได้อะไรเพิ่มจากเงินสงเคราะห์ที่เก็บกิโลกลัมละ 5 บาท" ที่ห้องประชุม ตึกวิริยะบริการ มหาวิทลัยเกษตรศาสตร์ ฟังฟรี มีอาหารเลี้ยงด้วย สอบถามได้ที่ 0-2940-5425-6 

  ตอนนี้มีผู้ประกอบการโวยแล้วครับ มีการร้องเรียนด้วย วันพุธหน้าเล่าต่อครับ

" ดลมนัส  กาเจ"