
มข.เปิดห้องเรียนกม.ให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ร่วมกับนศ.
มหาวิทยาลัยขอนแก่นเปิดโครงการนำร่องห้องเรียนกฎหมายเรียนรู้ร่วมแบบบูรณาการ นำชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งเขื่อน-เหมืองแร่-การเกษตร เข้าเรียนกฎหมายร่วมกับนักศึกษา เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความรู้กันทั้งทฤษฎีและการนำกฎหมายไปปรับใช้จริง
ใต้ร่มไม้ภายในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นที่มีความร่มรื่น สงบเงียบ ถูกจัดให้เป็นห้องเรียนร่วมระหว่างนักศึกษาและชาวบ้าน กลุ่มเกษตรกรที่มีประสบปัญหาด้านกฏหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ นายสมพร พันธ์เลิศ ชาวบ้านเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก บ้านโนนยาง ต.กำแมด อ.กุดชุม จ.ยโสธร และนายเข็มเพชร สมภาวะ เครือข่ายอนุรักษ์ป่าบุ่งป่าทามแม่น้ำมูน บ้านหนองบัว อ.กันทรารมย์ จ.ศรีษะเกษ เป็นสองในสิบกว่าคนของเกษตรกรที่เข้าเรียนร่วม ซึ่งแต่ละวันนอกจากพวกเขาจะต้องพกอุปกรณ์การเรียนทั้งสมุดและปากกาแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ หนังสือเกี่ยวกับกฏหมายสิ่งแวดล้อม
ระหว่างการเรียนแต่ละวัน มีการแบ่งกลุ่มย่อยเป็น 10 กลุ่ม นำเสนอปัญหาที่พบเห็นจริงจากชุมชน ชาวบ้านเล่าเรื่องที่ประสบกับตัวเองหรือชุมชนจริงๆ ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้หลากหลายปัญหา จากนั้นมีการแลกเปลี่ยนความรู้และหาทางออกของปัญหาด้วยกฏหมาย เป็นการเรียนรู้เรื่องการใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม ถ่ายทอดเป็นตัวอักษร ให้นักศึกษาและชาวบ้านนำความรู้ในเรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อมมาตราต่างๆแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยแต่ละกลุ่มมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนการใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่บทสรุปที่ชาวบ้านสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาได้จริง
ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่จากหลายเครือข่ายบอกว่า การเรียนกฎหมายสิ่งแวดล้อม ทำให้รู้สึกตื่นตัวในเรื่องการรักษาสิทธิของตัวเอง และมองว่ากฎหมายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ นอกจากนี้ตั้งใจว่าในอนาคตจะนำความรู้ที่เรียนกลับไปถ่ายทอดให้ชาวบ้านในชุมชนได้เรียนรู้ และประสานเครือข่ายเปิดเป็นห้องเรียนกฎหมายในชุมชนด้วย
อาจารย์กิติบดี ใยพลู คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ห้องเรียนวิชากฎหมายสิ่งแวดล้อม เป็นโครงการนำร่องการเรียนรู้กฎหมายแบบบูรณาการ โดยวิชากฎหมายสิ่งแวดล้อมเป็นวิชาแรกที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดนำร่องให้ชาวบ้านในพื้นที่ที่ประสบปัญหาได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชน ได้เข้ามาเรียนรู้ แลกเปลี่ยนร่วมกับนักศึกษา เน้นให้ชาวบ้านและนักศึกษาได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันถึงปัญหาในชุมชนและการใช้กฎหมายไปแก้ปัญหาได้
สำหรับ โครงการนำร่องการเรียนรู้กฎหมายแบบบูรณาการ เปิดดำเนินการมาแล้ว 1 ภาคเรียน ปัจจุบันอยู่ในระหว่างเรียนภาคที่ 2 สำหรับภาคเรียนที่ 2 มีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนจำนวน 130 คน ตัวแทนชาวบ้านจำนวน 18 คน เข้าเรียนวิชากฎหมายสิ่งแวดล้อมร่วมกัน โดยแนวคิดเรียนร่วมนี้เกิดขึ้นจากชาวบ้าน ที่ได้สะท้อนปัญหาออกมาจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในวันสิทธิมนุษยชนเมื่อปีที่แล้ว โดยชาวบ้านต้องการหาความรู้ในด้านกฎหมาย จึงทำให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งอาจารย์กิติบดี ใยพลู คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อาจารย์วสันต์ พานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนานักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน และองค์การพัฒนาเอกชน และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่มาพูดคุย จนเกิดเป็นห้องเรียนร่วมด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมขึ้น
เป้าหมายหลักของโครงการมุ่งหวังให้ชาวบ้านเกิดการเรียนรู้ด้านกฎหมายที่นำไปใช้ได้ในชุมชน ขณะที่นักศึกษาได้เรียนรู้กับชาวบ้านที่ประสบปัญหาจริง รวมถึงการใช้กฎหมายที่นอกเหนือจากตำราเรียน โดยไม่ต้องท่องจำ นำวิชากฎหมายที่เรียนใช้ช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน และเกิดความตระหนักเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม มีความรู้ที่สามารถเชื่อมโยงปัญหาข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมายได้อย่างเป็นระบบ
สำหรับภาคเรียนที่ 2 มีชาวบ้านแต่ละพื้นที่มาจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งจากชุมชนบ่อแก้ว อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ จากปัญหารัฐบาลประกาศเขตพัฒนาป่าไม้ทับที่ทำกินของชาวบ้าน บ้านนาหนองบง อ.วังสะพุง จ.เลย จากปัญหารัฐบาลให้สัมปทานบริษัททำเหมืองแร่ทองคำ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศล เขื่อนหัวนา และเขื่อนปากมูน ชาวบ้านใน อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล และชาวบ้านจากอุดรธานีที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่โปแตส
ส่วนในอนาคตทางคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเตรียมปรับหลักสูตรเปิดสอนวิชากฎหมายสิทธิมนุษยชน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายที่ดินและการวางแผนใช้ที่ดิน เพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนกับนักศึกษาและอาจารย์ผู้สอน จึงเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในชุมชนและเห็นความสำคัญในเรื่องการรักษาสิทธิของตนเองมากขึ้นด้วย
นายวิทวัส ยี่สารพัฒน์ นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 บอกว่า การได้เรียนร่วมกับชาวบ้าน ช่วยเปิดโลกทัศน์การเรียนรู้แบบใหม่ให้กับเพื่อนๆและตนเอง การพูดคุยแลกเปลี่ยน ทำให้เข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน ที่ต้องออกไปต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเองไว้ให้ลูกหลาน นอกจากนี้ยังมองว่าการเรียนในห้องเรียนแบบเดิม ทำให้นักศึกษาไม่ได้พัฒนาการเรียนรู้ พัฒนาตนเองให้ทันยุคสมัย และได้นำความรู้ด้านกฎหมายไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่ด้วย



