ไลฟ์สไตล์

เล่นหูเล่นตา-เวลาที่ผ่านไป (I)

เล่นหูเล่นตา-เวลาที่ผ่านไป (I)

13 ธ.ค. 2553

“ธันวาคม 2553”

 หน้าสุดท้ายของปฏิทินกำลังจะหมดไป มันกำลังจะถูกโยนทิ้งแล้วเอาเล่มใหม่ขึ้นมาวางไว้แทนที่ ให้เริ่มเปิดทีละหน้าจนครบ 12 หน้า เหมือนเช่นเคย เราใช้ชีวิตอยู่บนกระดาษ 12 หน้านั้นจนฉันไม่รู้สึกอะไรนอกจากเปลี่ยนปฏิทินเล่มใหม่ ใช้ปี พ.ศ. หรือ ค.ศ. ใหม่ ...บางครั้ง จำไม่ได้ว่าวันที่ตื่นขึ้นมาคือวันอะไร รู้แค่ว่าวันนี้...ฉันทำหน้าที่ของฉัน เวลาทำหน้าที่ของมัน...มีเพียงเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตที่นำมาซึ่งความสุข ความทุกข์ ความเจ็บปวด ความพ่ายแพ้ หรือแม้แต่ชัยชนะที่ฉันพอจะจดจำมันได้ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ นานแค่ไหนแล้ว รู้แค่ว่า...เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตที่ผ่านมา เหตุการณ์ทั้งที่น่าจดจำ และเจ็บช้ำ เป็นเหมือนหลักกิโลเมตรของชีวิต ทำให้เรารู้ว่าได้ผ่านอะไรมาบ้าง และบางครั้งมันทำให้เราทึ่งกับตัวเองว่า...เราได้เดินมาไกลขนาดนี้เลยหรือ?

 แม้ปฏิทินจะบอกเวลา ฤดูกาลจะแบ่งเวลา หรือเทศกาลจะบอกช่วงสำคัญของเวลานั้นๆ ฉันก็ยังไม่ค่อยรู้สึกถึงเวลาที่ผ่านไปสักเท่าไหร่ จนกระทั่งสิ่งรอบตัวฉันเปลี่ยนไป ฉันจึงได้รู้ว่า...เวลามันช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน...

 “หมาจะเกิดชิงหมาเกิด...หมาจะเกิดชิงหมาเกิด...”
 
 ทำนองเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์กับเนื้อร้องค่อนขอดและล้อเลียน ดังลั่นบ้านในวันเกิดของหลานชาย “บิว” คนเล็กที่มีอายุครบ 14 ปี แต่ตัวเล็กราวกับภูตแคระที่ซ่อนตัวอยู่ในโพรงไม้ หากเทียบกับพี่ชายอีก 2 คน ที่สูงยาวราวเสาไฟฟ้า ...ขนมเค้กสีน้ำตาลเข้มนุ่มนิ่มชุ่มฉ่ำด้วยช็อกโกแลตก้อนโตถูกนำมาวางแล้วปักเทียนเล่มจิ๋ว จุดไฟให้เจ้าของวันเกิดเป่า ทุกคนในบ้านมารุมล้อมรวมทั้งหมาพันธุ์พุดเดิ้ลที่เลี้ยงไว้ก็กระดิกหางและเห่าจนตัวสั่นกลบเสียงดังของคนในบ้าน เค้กถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ วางใส่จานแล้วยกไปให้ผู้อาวุโสที่สุดของบ้าน อากง กับ อาม่า คนหนึ่งเพิ่งรู้จักโลกเพียง 14 ปี กับอีกคนที่เจนโลกมาถึง 76 ปี เด็กชายผมดำกับคนแก่ผมขาวหัวเกรียนต่างหัวเราะอย่างมีความสุข ในช่วงนั้นฉันเห็นบางอย่างที่คล้ายกันระหว่างปู่กับหลาน รอยยิ้มและอารมณ์ขันที่สองคนนี้มีเหมือนกัน จนฉันสงสัยว่ามันเป็นกรรมพันธุ์ที่ปู่ส่งต่อถึงหลาน หรือจริงๆ แล้วจะเป็นแบบที่ฝรั่งว่า...

 “เรายืมสิ่งเหล่านั้นมาจากรุ่นหลาน” กันแน่?

 ฉันมองดูปู่หลาน คนแก่ที่แก่ลง กับ เด็กที่กำลังเติบโตขึ้น...อือ...เวลามันช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน...

 “ป้าไก่คับ ...ถ้าไปตลาดซื้อน้ำเต้าหู้เจ้านั้นมาให้เต้ยหน่อยนะคับ”

 “เต้ย” หลานชายคนกลางวัย 15 ปี ที่ยืนสูงจนฉันต้องแหงนมอง 180 กว่าเซ็นแล้ว มันจะสูงไปไหน?

 “อ้ำๆ ลูก ... เต้ย คนดี...ซูเปอร์แมนของป้า”

 เด็กน้อยวัย  2 ขวบ ครึ่งฝรั่ง ครึ่งจีน เพราะมีทั้งเชื้อฝรั่งเศส เวียดนาม ไทย จีน แขก ผสมอยู่จนมั่วออกมาได้หน้าตาน่ารักน่าชังแบบนี้ นั่งอยู่บนตักฉันในบ่ายวันหนึ่งซึ่งพ่อแม่ต้องไปธุระ เลยเอามาฝากไว้กับฉันที่เพิ่งตื่นสะลืมสะลือตอนบ่าย เฮ้อ...คนทำงานกลางคืนแบบฉันต้องเป็นพี่เลี้ยงจำเป็น นี่ดีที่น้องสาวของฉันทิ้งอาหารเด็กไว้ให้เป็นแครอทบดสำเร็จรูปในขวด อือ ง่ายดี แค่ตักป้อนใส่ปาก

 “อร่อยมั้ยลูก...คนดีของป้า”

 ป้อนไปได้ไม่กี่ช้อนก็หลับคาช้อนซะงั้น เลี้ยงง่ายจัง ดี! ป้าจะได้นอนด้วยคน เลยหลับไปทั้งป้าทั้งหลาน...ตั้งแต่นั้นมาฉันจึงรู้ว่า ฉันเป็นได้แค่นักร้องจริงๆ

 น้ำเต้าหู้เจ้าอร่อยที่เต้ยชอบอยู่ที่ตลาดสามย่าน ที่รวมของอร่อยของคนจีน

 “ เจ๊หุย...วันนี้ร้านขายน้ำเต้าหู้ไปไหน ทำไมไม่ม่”

 “เจ๊คิ้มไม่ต้องซื้อร้านนี้แล้ว เขาตายแล้ว เผาวันนี้แหละ”

 “หา ...ตายแล้ว! เป็นอะไรตาย?”

 “หัวใจวายตาย”

 ฉันเหวอขึ้นมาเฉยๆ ...โธ่! อาอึ้ม อายุประมาณ 60 แกดูแข็งแรง ทำอะไรกระฉับกระเฉงว่องไว ขายทั้งเต้าหู้ทุกชนิด ถัวงอกเด็ดหัว ใบกุ๋ยช่ายขาว บะหมี่ แผ่นเกี๊ยว สารพัดที่ฉันจะหาของดีๆ ได้จากร้านแก แถมยังชอบเรียกฉันว่า “พี่” อีกต่างหาก ซื้อกันบ่อยๆ จู่ๆ ก็ไปซะงั้น วันนี้วันที่เท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าพรุ่งนี้ไม่มีอาอึ้มคนขายน้ำเต้าหู้อยู่ในโลกอีกแล้ว...เวลามันช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน...

 “สีเกด ป้าหวีเป็นไงบ้างช่วงนี้ เข่าแกดีขึ้นหรือยัง?”

 ฉันหันไปถามสีเกดที่ยืนอยู่ข้างกายฉันเสมอไม่ว่ายามดีหรือยามร้าย แต่...ทำอะไรไม่ได้ก็แค่นั้น

 “โอ้ย ! จะดีขึ้นได้ไงพี่ เพิ่งไปหาหมอกินยาได้ไม่กี่วัน นี่ก็จะไม่ยอมไปผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมอีก นางหันไปหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กินน้ำมนต์ไหว้ศาลพระภูมิที่บ้านแน่ะ ...มะงุมมะงาหราทั้งผัวทั้งเมีย ค่ำมืดดึกดื่นจะจุดธูปไหว้ศาล มืดก็มืด หญ้าก็รก ตัวเองก็เดินกะเผลก ตาหาญก็หูได้ยินข้างเดียว ตาก็มองไม่ค่อยเห็นข้างหนึ่ง นั่นก็จะอยู่เคียงข้างเมียตลอด จะเอาตัวไม่รอดทั้งคู่แล้ว ใครจะช่วยใครเนี่ย? ...นี่ร่ำๆ ว่าจะขายที่ บอกว่า... “ฉันจะขายที่มารักษาฉวี”

 ฉันกับนุดนาฏยืนฟังอยู่น้ำตาจะไหล ทั้งขำทั้งซึ้ง ที่ของตาหาญที่ทำเป็นบ้านเช่ามีตั้ง 3 ไร่ ในเวิ้งนั้น ใกล้กับสะพานวงแหวน ถ้าขายได้ พวกเราคงเรียกสีเกดว่า “คุณ” แล้วคอยเดินถือกระเป๋าเบอร์กิ้นส์หนังตะเข้ใบละล้านเจ็ดให้นาง... ป้าหวีอายุ 75 ตาหาญอายุ 84 แต่งงานกันหลังจากพ่อสีเกดเสียไปตอนที่ป้าหวีอายุ 40 จากนั้นเขาก็รักกันมา ไม่สิ! ตาหาญก็รักป้าหวีและตามใจป้าหวีตลอดมา จนนางได้ใจ ชอบทิ้งผัวไว้แล้วไปทำบุญเฉพาะที่ลาวก็ครั้งที่ 107 กระมัง ไม่นับทั่วประเทศไทยอีกไม่ถ้วน เดินขึ้นลงบันได นั่งพับเพียบนานๆ ผลก็คือ เข่าเสื่อม ต้องเปลี่ยนทั้ง 2 ข้าง แต่ป้าหวียังไม่ยอม ขอใช้แพทย์ทางเลือก...เลือกไปทางพระก่อน ...ป้าหวีที่เคยเดินเหินว่องไว ทำขนมจีนอร่อยชนะเลิศของพวกเรา ไปไหนมาไหนไม่พึ่งใคร ถึงตอนนี้ลุกยืนนานๆ ยังไม่ค่อยไหว...ไม่รู้ว่าฉันรู้จักป้าหวีนานแค่ไหน แต่สังขารป้าหวีเปลี่ยนไป...

 เวลามันช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน...

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เจนิเฟอร์ คิ้ม