
ท้อง แท้ง ทิ้ง2002แก้ได้ด้วยคุณธรรม ?
2002 ซากศพทารกถูกทิ้งในวัดไผ่เงิน เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร นอกจากจะเป็นการขุดพบซากทารกในจำนวนมากที่สุดครั้งหนึ่งแล้ว การเปิดห้องเก็บศพครั้งนี้ยังได้โชยกลิ่นความเสื่อมทางจริยธรรมคุณธรรมของสังคมเมืองพุทธที่ถูกปกปิดซ่อนเร้นมานานจนเกินเยียวยา ใครผิด จะฝังหร
ในมุมมองของ นราทิพย์ พุ่มทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม หรือ ศูนย์คุณธรรม มองว่า ไม่อยากให้ทุกคนลืมเรื่องซากทารก 2002 อยากให้ทุกฝ่ายหันมาค้นหาสาเหตุแล้วแก้ที่ต้นเหตุ โดยส่วนตัวเห็นว่าสาเหตุของเรื่องนี้อยู่ที่สังคมไทยเปลี่ยนแปลงเร็ว เด็กไม่ได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว และระบบการศึกษาของเรา พอเรียนจบคิดว่าทุกอย่างจบแล้ว แต่ความเป็นจริง...ไม่ใช่
“เมื่อจบจากโรงเรียนแล้วชีวิตยังไม่จบ เด็กทุกคนต้องมีการเปลี่ยนแปลงกันอยู่ตลอด พ่อแม่ต้องมีความรู้สอนลูกอยู่เป็นระยะ ยกตัวอย่างเช่น กระบวนการในศาสนาคริสต์ จะมีการเข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์สวดมนต์ พร้อมกับสอนสถานการณ์ปัจจุบัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน มีการสั่งสอน ให้ความรู้ด้านจิตวิทยาการอยู่ร่วมกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สอนแต่ในห้องเรียน ถ้าออกมาแล้วจบกันไป เมื่อช่วงนี้ขาดหายไป ขณะเดียวกันเด็กก็หันไปพึ่งสื่อไม่ดี ชีวิตเด็กไม่ได้อยู่กับการสอนพ่อแม่ พระ แต่สื่อเป็นผู้บอกทุกอย่างให้เด็ก”นราทิพย์ กล่าว
ปัญหาดังกล่าวในเชิงคุณธรรมจริยธรรมจึงถูกหยิบยกให้เป็นปัญหาวิกฤตของสังคมไทย ทางศูนย์คุณธรรมจึงจะมีการระดมเครือข่าย 3 ศาสนา พุทธ คริสต์ อิสลาม ค้นหาคำตอบ เพราะว่าศาสนาแต่ละศาสนาก็ให้ความสำคัญกับปัญหานี้ และในคำสอนของทุกศาสนาจะมีคำตอบให้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในพระไตรปิฎกที่มีมากว่า 2,000 ปีมีสอนเรื่องนี้หรือไม่ และหากถามว่าการทำแท้งเป็นบาปหรือไม่ เราต้องมีคำตอบ เช่น ในหนังสือของท่านอาจารย์ ป.อ.ปยุตโต เขียนไว้ชัดเจนว่าเป็นบาปมาก
“ส่วนใหญ่เราจะพูดว่าปัญหาท้อง แท้ง ทิ้งเป็นความผิดของเด็ก แต่เราต้องมองไปที่โรงเรียนว่ามีบทบาทอย่างไร ที่สำคัญคือครอบครัว พ่อแม่ วัดต้องมีการสั่งสอน ต้องเทศน์ ต้องอธิบายให้เข้าใจในเรื่องการควบคุมกำหนัด ต้องเริ่มต้นที่ครอบครัว แต่ครอบครัวต้องมีศาสนา เมื่อนับถือศาสนาใดก็แล้วแต่ ต้องเข้าใจในหลักธรรมคำสอน ปฏิบัติตามคำสั่งสอน เช่น ศาสนาพุทธก็มีศีล 5 เป็นแนวปฏิบัติพื้นฐาน เพียงแต่ฆ่าสัตว์ก็บาปแล้ว เพราะฉะนั้นฆ่าชีวิตยิ่งบาปหนัก แต่ถ้าเราไม่ให้เด็กฆ่าชีวิตเราจะสอน จะทำอย่างไร” น.ส.นราทิพย์ กล่าว
นราทิพย์ มองว่า ในสังคมไทย เมื่อพบท้องแล้วไล่ออก ไม่ใช่การแก้ปัญหา แล้วเด็กเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหน ต้องมีวิธีการว่าจะช่วยเขาอย่างไร เคยไปดูงานที่ประเทศนิวซีแลนด์มีวิธีแก้ปัญหาที่น่าเป็นแบบอย่าง สมมติว่าเด็กคนไหนท้อง จะให้เด็กเรียนได้ ขณะเดียวกันจะมีนักจิตวิทยาคอยเป็นที่ปรึกษาเป็นระยะ มีกระบวนการเยียวยาเด็กอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ปล่อยให้เด็กเผชิญกับโลกอันเลวร้ายลำพัง แต่เราแม้แต่สถานที่พักฟื้นเยียวยา ก็ไม่มีหน่วยงานไหนประกาศออกมาชัดเจน บางโรงเรียนครูบาอาจารย์ก็ไม่รู้ เด็กคนอื่นรู้ว่าเพื่อนท้องก็กลับไปประจานเขาว่าเป็นที่รังเกียจ
“เรื่องเพศศึกษา ไม่ใช่เรื่องของเซ็กส์ แต่เป็นการศึกษาวิธีการป้องกันที่เหมาะสม การเรียนรู้สำคัญกว่าการจะไปออกกฎหมาย รู้สึกชื่นชมหนังสือพิมพ์บางฉบับที่เอาเรื่องมาเขียนเล่าว่าเด็กคนนี้เกิดอะไรขึ้นแล้วไปทำแท้ง แล้วความรู้สึกเขาเป็นอย่างไร ถ้าสมมุติว่าเรายกเคสเหล่านี้มา แล้วให้ครูนำมาสอนเด็กคนอื่นต่อ ถือว่าเป็นองค์ความรู้ พี่อ่านในหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" ที่ไปสัมภาษณ์เด็ก แล้วไม่ต้องบอกว่าใคร อยู่ที่ไหน แต่เรื่องนี้มันมีจริงๆ เกิดขึ้นจริง อาจารย์ก็ตัดเอาไปใช้เป็นสื่อการสอนได้เลย เป็นองค์ความรู้ ครูต้องใช้สถานการณ์เหล่านี้สอนเด็กได้ว่าจะเกิดอะไรถ้าปัญหานี้เกิดขึ้น พ่อแม่เสียใจ ตัวเด็กเองก็เสีย เสียไปหมด” ผอ.ศูนย์คุณธรรม กล่าว
ทั้งนี้ ทางศูนย์คุณธรรม จะจัดงานเสวนา "ศาสนธรรมกับคุณค่าของชีวิต เรื่อง การทำแท้ง” เพื่อระดมสมองของทุกภาคส่วนในการหาทางออกและแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของสังคมไทยที่เกิดขึ้น โดยมี นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ศูนย์คุณธรรม เป็นประธาน และมีผู้นำทางศาสนา นักวิชาการ ผู้แทนเยาวชนร่วมสัมมนา ในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ เวลา 08.30-12.30 น. ณ ห้องประชุม โรงแรมอโนมา กรุงเทพมหานคร ผู้สนใจสามารถร่วมงานเสวนาดังกล่าวได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามโทร.0-2644-9900 ในเวลาราชการ
0 ผกามาศ ใจฉลาด0 รายงาน



