
เหตุที่ฉันสนใจกล้วยไม้ (12)
อนึ่ง ฉันเริ่มขึ้นว่าเรื่องกล้วยไม้นั้นแม้จะมีปัญหาหนัก แม้แต่คงเป็นระยะยาวซึ่งจะต้องกระทำอย่างมีสติและใช้ความอดทนสูงมาก ส่วนเรื่องที่มันอยู่ใกล้ตัวนี่ซิดูเหมือนจะเพิ่มพลังในการปฏิบัติให้มันหนักมากยิ่งขึ้น
ช่วงนั้น ฉันเริ่มได้กล้วยไม้ฟ้ามุ่ยมาต้นหนึ่ง ราคาต้นละ 5 บาท ซึ่งนับว่าถูกมาก แต่ถ้าคิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นจากดวงวิญญาณของการต่อสู้ ดูเหมือนยิ่งถูก มันยิ่งต้องใช้ความอดทนสูงยิ่งขึ้น
ทุกวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ฉันจะปล่อยภรรยาให้ไปจับจ่ายซื้อของจำพวกพริก กะปิ น้ำปลาภายในเมืองที่ตลาดวโรรส ซึ่งช่วงนั้นมีร้านขายของชำซึ่งชาวแม่โจ้ถือว่าเป็นศูนย์กลางการพบปะและจับจ่ายใช้สอยจำพวกอาหารแห้ง ส่วนเจ้าของร้านมีชื่อว่า “ร้านแม่บุญยัง” ทุกครั้งที่เข้าเมือง เรามักไปรวมตัวกันอยู่ที่ร้านเป็นประจำ ใครไม่มีอะไรที่ไปจับจ่ายมาแล้วก็จะนำมาฝากไว้ที่นี่จนกว่าถึงเวลาบ่ายแก่จึงขนขึ้นรถกลับ
ส่วนตัวฉันเองจะรู้ว่าข้างตลาดวโรรสภายในซอยแคบๆ ที่เรียกกันว่า “ตรอกเหล้าโจ๊ะ” เรามักนำรถสองแถวไปจอดพักไว้ในตรอกแห่งนี้
นอกจากนั้น ตรงกลางตรอกยังมีบ้านคหบดีที่เป็นข้าราชการบำนาญอยู่คนหนึ่งมีชื่อว่า “คุณพระชำนาญ” บังเอิญท่านผู้นี้ก็เป็นคนสนใจนำกล้วยไม้มาปลูกเล่น แถมยังแบ่งปันจำหน่ายเล็กๆ น้อยๆ อีกด้วย
ปกติถ้าเข้าเมือง ฉันจะแวะไปคุยกับคุณพระชำนาญเสมอๆ ภายในเรือนกล้วยไม้ของท่านก็มีสภาพคล้ายคลึงกันกับบรรดาข้าราชการในกรุงเทพฯ ทั้งนี้เพราะแขวนกล้วยไม้เอาไว้บนราวแถมยังเป็นกล้วยไม้ที่สั่งมาจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ส่วนด้านล่างก็มีการทำอ่างเก็บน้ำก่อด้วยอิฐมอญอย่างตื้นๆ แล้วปลูกหน้าวัววางลงไปไว้ภายในอ่างเพื่อใช้หล่อน้ำให้ความชื้นกับกล้วยไม้ที่มันอยู่ด้านบน
ปกติแล้ว กล้วยไม้ที่ปลูกแขวนเอาไว้เหนือหน้าวัว ส่วนใหญ่ก็เป็นกล้วยไม่ที่สั่งมาจากเมืองนอก ยกเว้นกล้วยไม้เมืองไทยที่หายากและมีราคาสูง “กล้วยไม้ช้างแดง” ซึ่งคงหนีไม่พ้น เพราะยังไงๆ เสีย ช้างแดงก็ยังมีราคาแพงลิบลิ่ว
อีกแห่งที่ฉันชอบแวะไปคุยคือ “กระต๊อบของแม่ทิพย์มาลา” ป้าทิพย์ปลูกกระต๊อบอยู่ในบริเวณพื้นที่หน้าประตูโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
ฉันเข้าใจว่าที่ดินแปลงนี้อาจไม่ใช่ของป้าทิพย์ก็ได้ แต่ป้าทิพย์ไปปลูกกระต๊อบมุงด้วยใบตอง และใช้เป็นสถานที่รับซื้อกล้วยไม้ที่ชาวบ้านเก็บจากป่าเขามาขายให้ จากนั้นจึงส่งต่อเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปขายให้แก่สวนกล้วยไม้ที่รับซื้อกล้วยไม้ป่าส่งไปขายเมืองนอกอีกชั้นหนึ่ง
"ระพี สาคริก"



