
นร.เซี่ยงไฮ้ฉลาดสุดในโลกสะท้อนศก.ในอนาคต
ปารีส-ผลวิจัยล่าสุดด้านมาตรฐานการศึกษาในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวรรณคดี ขององค์การพัฒนาระหว่างประเทศ ชี้เด็กวัยรุ่นในนครเซี่ยงไฮ้ได้รับการศึกษาในวิชาดังกล่าวในระดับที่ดีที่สุดในโลก
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคาร (7ธ.ค.) ว่าองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เปิดเผยผลการศึกษา "ปิซา" ฉบับล่าสุดโดยเป็นการศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และวรรณคดีของนักเรียนวัย 15 ปี จำนวน 4.7 แสนคนใน 65 ประเทศทั่วโลกที่จัดทำขึ้นทุกๆ 3 ปี พบว่าเด็กวัยรุ่นในนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มีมาตรฐานการศึกษาในวิชาดังกล่าวสูงที่สุดในโลก โดยพบว่า 1 ใน 4 ของเด็กวัยรุ่นในนครเซี่ยงไฮ้มีทักษะในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ในระดับสูง มากกว่าจำนวนเฉลี่ยของเด็กที่สามารถแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ระดับสูงตามมาตรฐานของโออีซีดีที่อยู่ในระดับ 3% ของกลุ่มตัวอย่างในแต่ละประเทศ ทั้งยังแสดงทักษะซึ่งสะท้อนมาตรฐานการเรียนรู้วิชาหลักทั้งสามได้ดีเป็นพิเศษ
นายอีริค ชาร์บอนเนีย ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาแห่งโออีซีดี กล่าวว่านครเซี่ยงไฮ้ใช้นโยบายต่อต้านการความไม่เท่าเทียมในสังคม โดยการยกระดับการศึกษาในโรงเรียนที่ขาดแคลน ด้วยการส่งผู้บริหารเก่งๆ และ ครูประสบการณ์สูงไปพัฒนาโรงเรียนเหล่านั้น ขณะเดียวกันประเทศอื่นๆในเอเชีย ก็ได้ใช้นโยบายการส่งเสริมด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาความเท่าเทียมในสังคมและคุณภาพชีวิต
อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาผลรวมรายประเทศ พบว่าเด็กนักเรียนชาวเกาหลีใต้ และฟินแลนด์ มีคะแนนรวมดีที่สุดในโลก ส่วนประเทศชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกง ก็มีคุณภาพการศึกษาที่ดี ขณะที่เด็กนักเรียนใน 7 ประเทศในยุโรปประกอบไปด้วย เบลเยียม เอสโตเนีย ไอซ์แลนด์ ฮอลแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ และ สวิตเซอร์แลนด์ สามารถทำคะแนนได้สูงกว่ามาตรฐานของโออีซีดี นอกจากนั้นโปแลนด์ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่มีการปฏิรูปการศึกษารวดเร็วที่สุด ส่วนเด็กนักเรียนในสวีเดน และไอร์แลนด์ ทำคะแนนต่ำลงเมื่อเทียบกับผลงานเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
นายแองเจล เกอร์เรีย เลขาธิการใหญ่โออีซีดี กล่าวว่า การยกระดับการศึกษาทำให้เชื่อได้ว่าประเทศจะมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจในอนาคต ส่วนการแบ่งระหว่างประเทศที่มีการศึกษาดี และการศึกษาต่ำกลายเป็นเรื่องราวในอดีตไปแล้ว
นอกจากนั้นยังพบด้วยว่าเด็กหญิงเรียนดีกว่าเด็กชายในทุกประเทศ และเส้นแบ่งดังกล่าวยังไม่แคบลงนับตั้งแต่ปี 2543 และมีแนวโน้มขยายตัวออกไปในประเทศฝรั่งเศส อิสราเอล เกาหลีใต้ โปรตุเกส และสวีเดน ทั้งยังพบว่าโรงเรียนที่มีการจัดระบบการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพเลือกที่จะเพิ่มรายได้ให้แก่ครูมากกว่าที่จะลดจำนวนเด็ก และประเทศที่ยอมให้เด็กตกซ้ำชั้นนั้นมีมาตรฐานการศึกษาในระดับต่ำ



