ไลฟ์สไตล์

กามสุขัลลิกานุโยค

กามสุขัลลิกานุโยค

08 ธ.ค. 2553

ธรรมดามนุษย์เราทุกคนนี้นั้น เวลาปกติก็กิน-นอน-เล่นสนุก เฉื่อยชา เฉื่อยแฉะ เรียกว่า “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ อยู่เสพสุข ติดสุข แต่ครั้นพอจะเอาอะไรจริงขึ้นมาก็เร่งรัดร่างกาย เวลาดูเหมือนเอาจริงเอาจังขึ้นมาทีเดียว โหมแรงแข่งกับเวลาที่ตนเองเคยหย่อนยาน จนกลายเ

   เหมือนกับความประพฤติของนักเรียน นักศึกษา ปกติก็ไม่ค่อยสนใจเรียน เรียนแบบกามสุขัลลิกานุโยค ฟังก็ไม่ค่อยฟัง การบ้านงานฝีมือก็ไม่ค่อยทำ การทบทวนวิชาที่เรียนก็ไม่สม่ำเสมอ แต่พอใกล้สอบในวิชานั้นๆ ก็เร่งรัดตนเองดูเหมือนเอาจริงเอาจัง ไม่หลับไม่นอน ไม่ค่อยกินอะไร กลายเป็นอัตตกิลมัตถานุโยค คือ แก้ข้อบกพร่องจากความเฉื่อยชา เฉื่อยแฉะของตน ผลการเรียนการสอบออกมาก็ไม่ดี ร่างกายก็ทรุดโทรม เพราะขาดความเพียรอย่างสม่ำเสมอซึ่งเรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา”

  ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างแบบเทียบความสุดโต่งของคนในกรณีอื่นๆ เหมือนกัน แต่ถ้าคนเราทำอะไรแบบสม่ำเสมอใน “ภารกิจ-หน้าที่การงาน, กรรมบถ-ความดี, กรรมฐาน-วิถีแห่งสติปัญญา ในขั้นแห่งสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน” ความสม่ำเสมออันเรียกว่า “คงเส้นคงวา” ก็จะเป็นมัชฌิมาปฏิปทาของตนเองในกรรมทั้ง ๓ ประการดังกล่าวแล้ว แต่ส่วนใหญ่คนเราทำแบบ “กรรมบถ และกรรมฐาน” เอาตอนใกล้ๆ จะตาย จึงกลายเป็นอัตตกิลมัตถานุโยค... “เอาดีได้ยาก เอามากไม่ได้”
          คำสอนของสมเด็จพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น หากจะลองพิเคราะห์จัดกรอบแห่งคำสอนเสียใหม่โดยแบ่งต่างไปจากพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม ซึ่งเรียกว่า “ไตรปิฎก” คือ ตะกร้าคำสอน จะเห็นลักษณะคำสอน ๕ กรอบ หรือ ๕ ตะกร้า คือ
 สอนหน้าที่หลัก
 สอนให้รู้จักหน้าที่การงาน
  สอนให้บริหารจิต
  สอนให้เตรียมชีวิตไว้โลกหน้า
 สอนให้ดับกิเลสตัณหาเข้าสู่พระนิพพาน

  ๕ ตะกร้าคำสอนนี้เป็น “How to…” ที่ละเอียดลออ ขยายผลของคำสอนตามวัยและบทบาทของผู้ปฏิบัติ เป็นคำสอนอัศจรรย์ ซึ่งคำสอน ๔ กรอบแรกมีในทุกศาสนา แต่การสอนให้ดับกิเลสตัณหามีในพระพุทธศาสนาเท่านั้น จึงควรที่จะถามตนเองว่า...“เวลาฟังธรรม ศึกษาพระธรรม ตนเองต้องการอะไรไปใช้ในชีวิต”... หาคำตอบให้พบแล้วลงมือฟัง-อ่าน-พิเคราะห์ แบบโยนิโสมนสิการ คือ “รู้ไว้ ใช้เฉพาะหน้าและล่วงหน้า” ส่วนอื่นๆ นั้นอาจจำเป็นต้อง “รู้ไว้ ใช้ทีหลัง”
 
0 พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ) 0