ไลฟ์สไตล์

โลกใบนี้ดนตรีไทย-82ปีพระพรภิรมย์

โลกใบนี้ดนตรีไทย-82ปีพระพรภิรมย์

07 ธ.ค. 2553

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมาที่โรงพยาบาลสงฆ์ได้มีการจัดงานทำบุญเลี้ยงพระเพล เนื่องด้วยเป็นวันครบรอบอายุ 82 ปี ของ หลวงพ่อพระ พร ภิรมย์ ซึ่งงานนี้ลูกหลานของท่านได้จัดขึ้นเพื่อให้เหล่าบรรดาศิลปินที่เคารพนับถือท่าน

ได้มาร่วมกันทำบุญเลี้ยงพระ เนื่องในวันคล้ายวันเกิดให้กับท่านนั่นเอง แต่ในขณะที่การทำบุญเลี้ยงพระเพลเริ่มขึ้น ตัวท่านเองต้องนอนอาพาธอยู่ที่ห้อง ไอซียู ห้ามเข้าเยี่ยมเนื่องจากกลัวว่าท่านจะติดเชื้อ และผมก็คิดว่าตัวท่านอาจจะไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่าภายในบริเวณโรงพยาบาลสงฆ์ ลูกหลานของท่านได้จัดงานทำบุญเลี้ยงพระเพลเนื่องในวันคล้ายวันเกิด 82 ปีให้กับท่าน แต่อย่างไรก็ดีก็มีศิลปินที่ให้ความเคารพท่านมาร่วมงานกันอย่างมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีศิลปินผู้ใหญ่ เช่น อาจารย์ชินกร ไกรลาศ อาจารย์บุญเลิศ นาฏพินิจ อาจารย์ วิโรจน์ วีระวัฒนานนท์ และศิลปินลูกทุ่งก็จะมี คุณจีรพันธ์ วีรพงษ์ คุณแดน บุรีรัมย์ และอีกมากมายหลายท่าน ซึ่งไม่สามารถกล่าวได้หมด

 ในส่วนตัวของผมที่ได้รับเชิญจาก คุณรังสรรค์ มีสมวงษ์ บุตรชายของพระพรภิรมย์ ซึ่งโดยส่วนตัวก็จะมีความสนิทสนมกันอยู่พอสมควร นอกจากการลี้ยงพระเพลในวันนั้นแล้ว ก็ยังมีการจัดนิทรรศการของหลวงพ่อพรภิรมย์ ที่สำคัญมีชุดที่ใส่แสดงลิเกและชุดนักร้องในสมัยก่อนของท่านมาให้ผู้เข้าร่วมงานได้เข้าชมกันแบบยากนักที่จะได้เห็นในที่อื่นๆ และงานนี้นอกจาก คุณรังสรรค์ มีสมวงษ์ ที่เป็นหัวแรงใหญ่แล้ว ก็จะมี อาจารย์เจนภพ จบกระบวนวรรณ และ อาจารย์พรเพชร ภิรมย์พร ให้ความร่วมมือจนงานนี้สำเร็จไปได้โดยดี และสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดก็คือของที่ระลึกซึ่งเป็นแผ่นซีดีผลงานแหล่และเทศน์ ในขณะที่ท่านเป็นพระภิกษุ ซึ่ง 1 ชุดก็จะมี 5 แผ่น ดังนี้ 1 แหล่พุทธประวัติ 2 แหล่ประวัติองคุลีมาล 3 ตำนานรอยพระพุทธบาท 4 แหล่นิทานอีสป 5 เทศน์ 2 ธรรมมาศน์ ซึ่งชุดนี้เป็นการแสดงเทศน์แบบสดๆ ซึ่งผมคิดว่าซีดีทั้ง 5 แผ่นนี้ หาฟังได้ยากกว่าชุดดาวลูกไก่หรือบัวตูมบัวบานในสมัยก่อนเสียอีก เพราะเนื่องจากว่าซีดีทั้ง 5 ชุดนี้ ยังไม่แพร่หลายในปัจจุบันนี้ หรืออาจจะบอกได้ว่าซีดีทั้ง 5 แผ่นนี้ คือผลงานล่าสุดของ พระพรภิรมย์นั่นเอง และถ้าท่านผู้อ่านสนใจที่จะเป็นของซีดีทั้ง 5 แผ่น ก็ติดต่อเข้ามาหาผมทางอีเมลล์[email protected] <mailto:[email protected]> แล้วผมจะให้เบอร์โทรศัพท์ของคุณ รังสรรค์ มีสมวงษ์ คุยกันด้วยตัวเอง และซีดีชุดนี้รายได้ทั้งหมดจะนำไปทำบุญให้กับหลวงพ่อพร ภิรมย์ ซึ่งตอนนี้ซีดีชุดนี้ก็เหลืออยู่อีกเพียงไม่กี่ชุด แฟนเพลงของท่านรวมถึงอุบาสกอุบาสิกาที่เคารพนับถือของท่านไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

 เอาล่ะครับหมดเรื่องงานของหลวงพ่อพรภิรมย์ไปแล้ว ตั่งมีเนื้อที่เหลืออีกเยอะแยะ ก็จะขอเขียนถึงเรื่องที่ผมได้ไปเสวนาในหัวข้อเรื่อง ทิศทางของดนตรีในปัจจุบัน โดยงานนี้จัดไปวันที่ 2  ธันวาคมที่ผ่านมา  ที่หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้ร่วมเสวนาก็จะมี อาจารย์ โกวิทย์ ขันธศิริ  ผู้อำนวยกรศูนย์วัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเกษมบันฑิต อาจารย์ สิทธิศักดิ์ จรรยาวุฒิ จากมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา  และอาจารย์ นิรันดร์ แจ่มอรุน จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และสุดท้ายก็คือตัวผมเอง ส่วนพิธีกรดำเนินรายการก็คือ อาจารย์พชร ฑูรกฤษณา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งหัวข้อที่เสนาจุดใหญ่ก็คือ ดนตรีไทยในปัจจุบัน ไม่ค่อยได้รับความสนับสนุนจากสื่อต่างๆรวมถึงภาครัฐและเอกชน ที่เห็นถึงความสำคัญของดนตรีไทยน้อยลง ซึ่งอาจารย์ทุกท่านก็จะพูดเป็นแนวทางเดียวกัน ซึ่งตัวผมเองก็เห็นด้วยกับอาจารย์ท่านอื่นๆ เพราะว่ามันเป็นเรื่องจริง ส่วนตัวผมเองก็ได้พูดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันขึ้นอยู่ที่ผู้นำประเทศ ถ้าขามีนโยบายสนับสนุนดนตรีไทยรวมถึงศิลปวัฒนธรรมไทยด้านต่างๆออย่างจริงจังแล้ว  มันก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีรัฐบาลชุดไหนเห็นความสำคัญต่อศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยเราอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ถ้าพรรคไหนมีนโยบายสนับสนุนดนตรีไทย พวกเราชาวดนตรีไทยและทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้จะไปช่วยลงคะแนนให้พรรคนั้น ซึ่งจบคำพูดตรงนี้ผมได้รับเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมฟังการเสวนาอย่างกึกก้องซึ่งสร้างความภูมิใจให้กับผมเป็นอย่างมาก เพราะโดยปกติไปพูดเสวนาที่ไหนก็ไม่มีใครปรบมือให้ผม เพราะผมชอบพูดเรื่องจริงที่ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าหูคน ดังนั้นผมก็ต้องขอขอบคุณทุกกท่านที่ปรบมือให้ผมในวันนั้น

 แต่อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันก็ยังมีหน่วยงานบางแห่งยังคงให้ความสนับสนุนดนตรีไทยอยู่บ้าง เช่นกระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเสวนาในวันนั้น เพียงแต่ว่ากระทรวงวัฒนธรรมยังไม่มีสื่อเป็นของตัวเอง ที่จะคอยผลักดันให้ศิลปวัฒนธรรมของไทยเราเป็นที่นิยมในบ้านเราเท่านั้นเอง  ซึ่งตรงนี้ถ้าจะว่ากันจริงแล้วมันก็สามารถสร้างกกันได้โดยไม่ยากเย็น

 เอาล่ะครับสำหรับฉบับนี้ก็ต้องขอจากกันไปอีก 1 สัปดาห์ วันอังคารหน้าค่อยมาอ่านกันใหม่นะครับ  สวัสดีครับ

 ขุนอิน