
แฟนเป็นเอดส์...ไม่รู้
ผมได้รู้จักผู้หญิงคนหนึ่งมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้ว เลยใช้ชีวิตร่วมกันโดยไม่ได้แต่งงานและจดทะเบียนสมรสด้วย จนเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 ผมได้พบยาที่เป็นของเธอโดยบังเอิญ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นยาอะไร
เช่น TENOFOVIR 300 MG, NEVIRAPINE 200 MG, LAMIVUDNE 150 MG และมีหนังสือแบบสำหรับส่งต่อผู้ป่วยไปรับการรักษา จากศูนย์สุขภาพชุมชน ไปโรงพยาบาลของรัฐ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นต้น
ผมจึงได้สอบถามกับน้องสาวของเธอที่พักอยู่รวมกัน จึงได้ความว่าเธอได้ติดเชื้อไวรัส เอชไอวี มาเป็นระยะเวลา 5-6 ปีแล้ว น้องสาวบอกว่า ครอบครัวเธอรู้กันหมดยกเว้นผม เหตุที่ไม่บอกผม เพราะกลัวผมจะเลิกกับพี่สาว ซึ่งเป็นคำตอบที่เลวร้ายมากครับ
ผมได้ค้นหาตัวยาดังกล่าวทางอินเทอร์เน็ต และได้สอบถามน้าสาวที่เป็นเภสัช ได้ความว่าเป็นยารักษาเชื้อไวรัสเอชไอวี, ไวรัส บี น้าสาวก็บอกว่า ต้องถามเจ้าของยาว่าติดเชื้ออะไร เพราะยาประเภทนี้สามารถรักษาการติดเชื้อไวรัสได้หลายชนิด
ผมจึงโทรไปหาเธอว่าติดเชื้อไวรัสชนิดใด แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับคือ ยังไม่บอก จนถึงทุกนี้ก็ไม่ยอมบอก ไม่กล้าที่จะเจอหน้าผม
จนวันที่ 14 พฤศจิกายน 2553 ผมได้เดินทางไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง โดยขอตรวจเชื้อไวรัสทั้งเอชไอวี และไวรัส บี ทั้งสองชนิด ผลตรวจจากหมอคือ ผมไม่ได้ติดเชื้อดังกล่าว แต่คุณหมอบอกว่าถ้าจะให้ดีควรจะตรวจครั้งต่อไปจากนี้อีก 3 เดือน ผมเครียดครับ นอนก็ไม่ค่อยหลับ และไม่อยากไปทำงาน เพราะกลัวคนอื่นๆ จะติดเชื้อด้วย
อยากทราบว่าในทางกฎหมาย ผมจะสามารถทำอะไรได้บ้างครับ
โบ๊ท
ตอบ
ศูนย์ปรึกษากฎหมายชุมชน อาจารย์ปราชญา อ่อนนาค คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต แนะนำเรื่องนี้ว่า เรื่องนี้ในทางกฎหมายมีความผิดได้ทั้งคดีอาญา และคดีแพ่ง โดยคดีแพ่งนั้นถือว่าเป็นการละเมิดแก่บุคคลอื่นจนถึงแก่ชีวิต เพราะแฟนคุณทราบอยู่แล้วว่าเป็นเอดส์ แต่ปกปิดไม่ยอมบอกคุณตั้งแต่ต้น ซึ่งโรคเอดส์ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต แม้ทุกวันนี้จะมียาที่ช่วยระงับการเติบโตของเชื้อ แต่ก็ยังถือว่าเป็นโรคร้ายแรง ซึ่งในความผิดทางนี้ก็สามารถเรียกร้องค่าเสียหาย และ ค่าสินไหมทดแทนได้ แต่จะได้มากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่การพิจารณาของศาล
ส่วนทางอาญานั้น ในทางกฎหมายเรียกว่ามีเจตนาประสงค์ผลได้ คือ แฟนคุณรู้ดีอยู่ตลอดเวลาว่าเธอเป็นเอดส์ และการที่คุณมีเพศสัมพันธ์ด้วย หมายถึงว่าคุณมีสิทธิที่จะติดเชื้อจากเธอ ซึ่งในที่นี้ก็ทำให้คุณมีสิทธิตาย หรือถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นก็เข้าข่ายพยายามฆ่า แต่ดูที่เจตนารมณ์ตั้งแต่แรกเป็นหลักด้วย
แม้ทุกวันนี้จะมียาเพื่อช่วยให้คนเป็นเอดส์มีชีวิตอยู่รอดได้ แต่ยังถือว่าเป็นโรคร้ายแรง การที่แฟนของคุณทราบตั้งแต่แรก แต่ไม่บอกคุณ ก็อาจหมายถึงทำเจตนาพยายามฆ่าตั้งแต่แรกได้ แต่เนื่องจากคุณไปตรวจมาแล้วเบื้องต้น แต่ไม่พบเชื้อ แต่ก็ต้องไปตรวจอีก และไม่แน่ใจว่าจะพบเชื้อหรือเปล่าตรงนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่ปกปิดเรื่องนี้กับคุณตั้งแต่แรก ที่จะส่งผลร้ายมายังคุณหากติดเชื้อนี้ขึ้นมา และหากคุณไม่ทราบเรื่อง ไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นอีก ก็จะทำให้เธอมีสิทธิติดเชื้อตามไปด้วย
กรณีนี้ถือเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับคุณว่าจะดำเนินการในด้านกฎหมายกับแฟนของคุณหรือไม่
ลุงแจ่ม



