ไลฟ์สไตล์

พึ่งตนพึ่งธรรม-สุสานเด็ก

พึ่งตนพึ่งธรรม-สุสานเด็ก

06 ธ.ค. 2553

ไม่แปลกใจเลยที่เขาว่า “ข่าวร้ายไปไว” และยัง “ไปไกล” กว่าข่าวดีอีก เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ไม่มีข่าวร้ายไหนจะกระฉ่อนมากไปกว่าข่าวพบศพทารก ๓๔๘ ศพ ในช่องเก็บศพที่วัดไผ่เงิน กลางกรุงเทพมหานครนี่เอง ซึ่งต่อมาอีกไม่กี่วัน พบเพิ่มเติมอีก รวมยอดมากกว่า ๒ พันศพ!

ผมเอง... ไม่อยากจะโหนกระแสข่าวเลวร้ายชิ้นนี้เลย แต่ก็ไม่อาจเมินเฉย โดยไม่หยิบมาเป็นโจทย์ใหญ่ แล้วใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้าเรา มาประยุกต์ได้ ๓ ประเด็น เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญทีเดียว
ประเด็นแรก: เรตติ้งคุณธรรมสังคมไทย

 เชื่อว่าหลายคนคงคิดคล้ายๆ กับผม เมื่อเราวิเคราะห์เชิงปริมาณก็จะพบว่า ๒ พันกว่าศพนั้นอาจเป็นแค่ปรากฏการณ์ภูเขาน้ำแข็งก็ได้ คือส่วนที่โผล่เหนือน้ำที่เรามองเห็น มันเล็กกว่าส่วนที่จมอยู่ใต่น้ำถึง ๘-๙ เท่าตัว (ส่วนที่ไม่ปรากฏเป็นข่าวมีมากกว่าเป็น ๙ เท่าตัว) ยิ่งฟังคำสารภาพของสัปเหร่อผู้เกี่ยวข้องด้วยแล้ว ผมยิ่งแทบช็อก เพราะมันทำกันเป็นกระบวนการ ทำกันมากกว่า ๑๐ ปีแล้ว ทำกันกลางเมืองหลวงของชาวพุทธแท้ๆ งานนี้เรตติ้งคุณธรรมของสังคมไทย เราคงต้องตกต่ำลงอย่างไม่มีข้อแก้ตัวเลย
ประเด็นที่ ๒ พวกเขาเหล่านั้น (ทารกน้อย) อาจโตขึ้นมาเป็นคนดีก็ได้

 คนที่ตัดสินใจทำเช่นนี้ ไยไม่คิดกันบ้างนะว่า ... ถ้าให้โอกาสทารกผู้น่าสงสารเหล่านั้นได้เจริญเติบใหญ่ ในอนาคตพวกเขาอาจได้เป็น “อัจฉริยบุคคล” หรือไม่แน่ อาจมองเห็นสัจธรรม ทุกขังแห่งชาติกำเนิดตน จนบรรลุธรรมเป็น “อริยบุคคล” ไปด้วย ไม่ยิ่งเสียดายเหรอ?

 ในครั้นพุทธกาลก็มีตัวอย่างให้เห็น หมอชีวกโกมารภัจจ์ ตอนแรกเกิดท่านกำเนิดจากแม่ ผู้เป็นหญิงงามเมือง พูดง่ายๆ ว่าเป็นการตั้งครรภ์โดยไม่ปรารถนาของมารดาผู้เป็นโสเภณี ส่วนพ่อนั้นยิ่งไม่รู้เลยว่าเป็นใคร เพราะไม่รู้ว่าไปพลาดท่าตั้งครรภ์ตอนไหน โชคยังดีที่ผู้เป็นแม่ยังยอมให้อาศัยครรภ์ เจริญเติบโตในน้ำคร่ำในครรภ์ของมารดา จนคลอดออกมาอย่างสมบูรณ์ในอาการทั้ง ๓๒ แล้วจึงนำทารกน้อยไปทิ้งที่กองขยะ (อย่างน้อยหญิงงามเมืองผู้นี้ ก็มิได้ทำแท้ง... เด็กจึงยังมีโอกาส)

 บุญบารมีเก่าของเด็กน้อยผู้นี้ยังมีอยู่มาก นำพาให้ขบวนของพระเจ้าพิมพิสารราชา ผ่านมาได้ยินเสียงเด็กร้องโดยบังเอิญ ก็รับสั่งให้ทหารไปดู ถ้าเป็นเด็กทารกจริงๆ แล้วยังมีชีวิตอยู่ ก็จะนำกลับไปอุปการะเลี้ยงดูเป็นอย่างดี เสมือนหนึ่งเป็นลูกชายโดยสายเลือดแท้ๆ ... กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ เด็กน้อยโกมารชีวก ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี กระทั่งได้รับการประสิทธิ์ประสาทวิชาแพทย์ จนกลายเป็นหมอผู้ชำนาญ แล้วในที่สุดก็ปวารณาตัวเอง ไปเป็นโยมอุปฐาก ดูแลพระพุทธเจ้า กลายเป็นหมอประจำตัวพระองค์ไปเลย... ว่ากันว่า หมอชีวกโกมารภัจจ์ ก็เป็นหนึ่งในผู้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน หรืออริยบุคคลชั้นต้น โดยตัวท่านเองจะถือบวชเป็นพระสงฆ์ก็ย่อมทำได้ พระพุทธเจ้าก็ไม่ขัด แต่ท่านไม่ทำ เพราะต้องการเสียสละตัวเอง การคงเพศเป็นฆราวาสนั้น คล่องตัวกว่า ในการดูแลพระพุทธเจ้า และพระพุทธสาวกทุกรูป

 เห็นไหมล่ะครับ ... เด็กชายที่ไร้ชาติตระกูล คลอดออกมาแล้วถูกนำไปทิ้งในกองขยะในทันที หรือ เด็กที่เกิดมาก็คาบช้อนเงินช้อนทองเลย ไม่มีอะไรการันตีหรอกว่า เติบใหญ่ขึ้นมาแล้ว คนไหนจะประเสริฐกว่ากัน? คนไหนจะทำประโยชน์ให้กับสังคมมากกว่ากัน?

พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสไว้เสมอว่า ...
 
“จะดูคน จะถามถึงคน อย่าดูที่ชาติตระกูล แต่ให้ดูที่พฤติกรรม”

 ผมเห็นด้วย ๑๐๐% ครับ บางทีผมเห็นสังคมไทยของเราบางที่ บางโอกาส พวกเขาคุยกันเรื่องชาติตระกูล คล้ายๆ ว่าไล่หาชาติตระกูล มาโฆษณากัน นายนามสกุลนั่น ฉันนามสกุลนี่ มาอวดเบ่งบารมีกันไปเรื่อย ผมเห็นแล้วก็ขำ อดนึกเปรียบกับพวกเล่นหมาไม่ได้ สิ่งที่เขาพูด มันคล้ายๆ พวกนักเลี้ยงหมาเขาทำกัน คืออยากรู้ว่า หมาตัวไหนพันธุ์แท้หรือไม่แท้นั้น ต้องดูย้อนกลับไปถึง ๓ รุ่น (3 generations) นั่นแหละ เขาเรียกว่า ดูกันที่ชาติตระกูล

เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้จึงฝากไว้ให้ระลึกว่า พวกเขาอาจเติบใหญ่ ขึ้นมาเป็นคนดีก็ได้

ประเด็นที่ ๓ จะป้องกันปัญหากันอย่างไร?

 ผมยืนยัน นั่งยัน เสมอครับว่า ...

สารพันปัญหามากมายในปฐพี คำตอบมีในธรรมะของพระพุทธองค์ทั้งปวง

 ๑.หิริ - โอตตัปปะ: ธรรมะคู่แฝดนี้ ตามตำราว่าเป็นธรรมะคุ้มครองโลก แต่สำหรับกรณีนี้ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น “ธรรมะกู้โลก” แล้วมากกว่า เนื่องด้วยโลกเราเข้าขั้นวิกฤติแล้ว, หิริ-โอตตัปปะ คือความละอายชั่ว กลัวบาป หรือที่ท่านพุทธทาสสอนประจำ ให้เรา กล้าบุญ-กลัวบาป นั่นแหละ ศพทารกมากมาย ที่ถูกประจานในทุกสื่อขนาดนี้ มันเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า มีคนใจบาปหลายคน ทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่พระสอน คือ กลัวบุญ (ไม่มีแรงดลใจในการทำบุญหรืออายที่จะทำความดี)  แต่กลับ...กล้าบาป  (ใจกล้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่ทำร้ายชีวิตคนหรือเบียดเบียนสัตว์), ผมมีเทคนิคง่ายๆ รับรองใครทำได้ ไม่มีวันลืมธรรมะคู่นี้เลย ง่ายๆ ครับ ... หมั่นคิดว่า เมื่อจะต้องตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งอาจจะล่อแหลม หมิ่นเหม่ต่อการผิดศีลธรรม แล้วให้ระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าของเราครับ (หรือพระศาสดาของศาสนาที่ท่านนับถือ) จินตนาการให้ชัดเจน แล้วคิดให้ได้ว่า ... ถ้าพระพุทธเจ้าของเรา ท่านยืนอยู่ตรงนี้กับเรา เราจะยังกล้าทำในสิ่งๆ นั้นหรือไม่?

 ๒.อินทรียสังวร : วิธีป้องกัน อีกวิธีหนึ่ง ที่คนเราพึงต้องฝึกมีกัน คือ การสำรวมในอินทรีย์ ร่างกายของเรา จะมีสิ่งนี้กันได้ ต้องหมั่นฝึกเรื่อง “สติ” ให้แข็งแรง สติแข็งแรง คือว่องไว ทันใช้งาน, ใช้งานอะไร ใช้ให้ “สติ” ไปนำเอาธรรมะ ไปนำเอาปัญญามาใช้ให้ทันท่วงที อย่างนี้ โอกาสผิดพลาดก็น้อยลงๆ เรื่อยๆ จนหมดโอกาสทำผิดในที่สุด เพราะได้รู้ตัวทั่วพร้อมตลอดเวลา

 ๓.คิดให้ยาวๆ ถึงอนาคต : เรื่องการคิดให้ยาวๆ นี้ วัยรุ่นไทย อาจจะสู้พวกวัยรุ่นฝรั่งไม่ได้ กรณีแบบนี้ ถ้าจะให้ว่ากันจริงๆ แล้ว ผมไม่อยากจะเพ่งโทษไปที่ “เด็กวัยรุ่น” ทั้งหมดหรอก เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ย่อมต้องมีผู้ใหญ่วัยบรรลุนิติภาวะแล้วนั่นล่ะ ที่ต้องมีส่วนอยู่ในเรื่องนี้ด้วยอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำชำเรา ผู้ซื้อบริการ ผู้ล่อลวง ฯลฯ แต่พวกที่ว่ามานั้น มันแก่เกินดัดไปแล้ว ผมจึงอยากให้คติเตือนใจแก่ผู้ที่ยังเป็นเยาวชน เป็นวัยรุ่น วัยเด็กกันมากกว่า ... พวกเราต้องคิดให้ยาวๆ แบบวัยรุ่นฝรั่ง บางครั้ง พวกฝรั่งนี้ เขาชอบคิดเป็นกระบวน เช่น เด็กมัธยมคนหนึ่ง กำลังเตรียมตัวสอบ เขาคิดได้ด้วยตัวเองว่า ... ถ้าวันนี้ไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ แล้ว สอบตก ต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียน แม่รู้ต้องต่อว่า แล้วเลิกส่งเรียนอีกต่อไป ตอนนั้นฉันคงต้องเป็นเด็กจรจัด หาเงินได้ด้วยมิจฉาชีพเท่านั้น วันไหนหลบตำรวจไม่พ้นคงต้องโดนจับ สุดท้ายต้องไปนอนในคุกเยาวชน เมื่อคิดอย่างนี้แล้ว เด็กคนนี้จึงตั้งใจ ขยันอ่านหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะไม่อยากติดคุก เป็นต้น

 กรณีทำแท้งนี้ ถือเป็นปลายเหตุ ... ต้องคิดอย่างเป็นกระบวนการว่า ... เมื่อวัยรุ่นมาถึง ความต้องการทางเพศเกิดขึ้น แล้วจะจัดการอย่างไร แล้วค่อยๆ ไล่ไป เรื่อยๆ จะรู้ได้ด้วยตัวเองว่า ถ้าจัดการไม่ดี เช่นคบคนผิด หรือชิงสุกก่อนห่าม สุดท้ายก็จะต้องไปจบลงที่การทำแท้ง และอาจร่วมกระทำบาปใหญ่ เป็นศพหนึ่งในกว่า ๒ พัน ที่กำลังฉาวโฉ่อยู่ตอนนี้นั่นเอง แม้พิสูจน์ไม่ได้ แต่เรานั่นเองแหละที่รู้อยู่แก่ memory นี้ถูกฝังลงในชิพ (Chip) เรียบร้อยแล้ว... ใครก็ตาม หากฝึกคิดให้ได้ยาวๆ แบบนี้ เรื่อยๆไป ก็จะฉลาดขึ้น พัฒนาขึ้น จนมีวุฒิภาวะก่อนวัย สามารถป้องกันเหตุเภทภัยจะมาถึงตัว และที่สุดก็จะดูแลตัวเองได้

 ๔.ทำวันนี้ให้ดีที่สุด (คุมปัจจุบันสภาวะ) : Today เป็นเหตุปัจจัยทั้งหมด ทั้งมวล ทำวันนี้ให้ดีที่สุด อนาคตย่อมต้องดีด้วย, อยู่กับปัจจุบันให้ดี เพราะ “อดีต” ก็ล่วงเลยไปแล้ว เราไม่สามารถย้อนเวลา กลับไปเปลี่ยนแปลงอะไรมันได้ และ “อนาคต” มันก็ยังมาไม่ถึง (Tomorrow never come) แต่เราก็สามารถวาดหรือกำหนดอนาคตได้ ที่ปัจจุบัน ณ วันนี้ นี่เอง

 ที่สุดนี้คงจะฝากบทกลอนด้นสดตามเคย สำหรับกรณีเช่นนี้ครับ ...

 ช้างตายทั้งตัว ... ใบบัวปิดไม่มิด ... ฉันใด

ศพทารก มากมาย เตาเผาอย่างไร ก็ไม่ทัน

กรรมบันดาล ประจานให้ โลกรู้พลัน

ความไม่สำรวมระวังนั้น ก่อบาปกรรมมากมาย

 เธอเอย - ใครเลย จะรู้เรื่อง “ดวงจิต”

ดีและชั่ว ติดชิพ(*) ตามเธอไป ในสงสาร
คิดว่าน้อย ในบาปกรรม กลับมหันตธาร

ตามติดเธอไป ในทุกสถาน อย่าประมาทกันในเรื่อง “กรรม”

 พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา