ไลฟ์สไตล์

เล่นหูเล่นตา-ขาย

เล่นหูเล่นตา-ขาย

06 ธ.ค. 2553

“โอ๋ย...ไปดูกันเร็วเจ่เจ้!”

ฉันวิ่งตามเสียงของสีเกดที่ชักชวนด้วยความตื่นเต้นอยากรู้อยากเห็น ผ่านช่องทางเดินคับแคบที่กั้นกลางระหว่างผนังสีแดงเลือดนก 2 ด้าน นำทางไปสู่ประตูบานเล็กที่ไขความข้องใจตรงหน้า พวกเรายืนหลบที่ปากประตูแอบมองออกไปกลางห้อง...

 เวทีเล็กมีเสาเงาวับตั้งค้ำอยู่ 2-3 เสา บรรยากาศมลังเมลือง กึ่งจริงกึ่งฝัน กึ่งหลับกึ่งตื่น กลิ่นอับๆ กับควันบุหรี่โชยเข้าจมูก ร่างเล็กๆ หลายร่างยืนพิงเสาเคลื่อนไหวไปมาอย่างไร้อารมณ์ แสงเงาตกกระทบผิวขาวๆ บนร่างที่มีขนาดต่างกันไป บ้างก็ใหญ่ บ้างก็เล็ก บ้างก็สูง บ้างก็เตี้ย ผมยาวๆ สะบัดไปมาพร้อมกับโยกย้ายสะโพกเข้าจังหวะดนตรีที่เปิดคลอ สีหน้าล่องลอยเหมือนพวกเธอไม่ได้อยู่ตรงนั้น...

 ฉันพยายามอ่านความรู้สึกบางอย่างบนใบหน้าของพวกเธอท่ามกลางความวุ่นวายและอาการเคลื่อนไหวที่ดูขัดใจ

 “พวกเธอกำลังคิดอะไรอยู่นะ?” ฉันคิด

 ลูกค้าผู้ชายนั่งจ้องร่างที่หุ้มมีเพียงผ้า 2 ชิ้นห่อหุ้มช่วงบนและล่างอย่างเพลิดเพลินและเต็มไปด้วยจินตนาการ...

 “พวกเขากำลังคิดอะไรอยู่นะ?” ฉันคิด

 ร่างกายที่เคลื่อนไหวบนเวทีคือสิ่งเดียวที่ปฏิสัมพันธ์กับสัญชาตญาณดิบที่ซ่อนอยู่ในตัวลูกค้าผู้ชายเหล่านั้น...ราวกับว่าร่างเล็กๆ นั้นคือเครื่องปลดปล่อยพันธนาการทางอารมณ์ของคนที่มาเสียเงินเป็นรายชั่วโมงเหล่านี้ได้...

 ฉันกวาดตามองและจ้องไปตามโต๊ะ ซึ่งผู้คนซ่อนตัวอยู่ในความสลัวและอารมณ์มืดมัว ผู้หญิงในชุดว่ายน้ำนั่งข้างๆ ลูกค้าผู้ชายพูดคุยและสัมผัสกันอย่างสนิทสนมราวกับอยู่ในห้องส่วนตัว ทั้งๆ ที่โล่งโจ้งเสียขนาดนั้น...

 แต่ใครจะสนกันล่ะ? ต่างคนต่างมา ต่างคนต่างไป ต่างคนต่างจุดหมาย แต่เข้าใจกันได้ด้วยเงิน ในสถานที่ที่ความสัมพันธ์ทางใจถูกแยกออกจากการปฏิสัมพันธ์ทางกาย...

 “เขาไม่อายเหรอพี่?” สีเกดแสดงสีหน้าอายๆ แต่ก็ยังอยากดู

 “ลูกค้า หรือ พนักงาน?” ฉันถามกลับ

 “ไม่มีใครต้องอายหรอก คนที่อายน่าจะเป็นพวกเราที่เข้ามาอยู่ผิดที่ผิดทางมากกว่า...” ฉันตอบ

 ความอาย ความตื่นเต้น และความอยากรู้อยากเห็น ถูกปั่นผสมรวมกันในหัวของสีเกดเวลานี้ ส่วนฉัน...เฉยๆ ฉันเห็นมันจนชิน ตั้งแต่เริ่มร้องเพลงใหม่ๆ ในที่อโคจรที่ต้องห้ามของคนมองโลกอย่างสดใสและไร้เดียงสา...โลกมันไม่น่ารักขนาดนั้นหรอก! เพราะอะไรน่ะหรือ?

 “เพราะบางครั้ง...มันจริงเกินไป!”

 การรับมือกับความดีและความเลวที่มีอยู่ในตัวของเรามันก็ยากอยู่แล้ว ยิ่งยากเข้าไปอีกก็ตรงที่เราต้องสู้กับความคิดของตัวเองและคนอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน ลำพังการประเมินความผิดถูกด้วยตัวเองที่นำมาซึ่ง “ความรู้สึกผิด” ก็แย่อยู่แล้ว แต่การที่จะต้องถูกตัดสินด้วยคนในสังคมนั้น ฉันว่าแย่กว่า!

 การต่อสู้ดิ้นรนด้วยตัวเองโดยไม่งอมืองอเท้ารอความช่วยเหลือจากใครก็ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการเป็นมนุษย์นักสู้คนหนึ่ง แม้จะเป็นนักสู้ที่ไม่ได้รับการยอมรับหรือยกย่องก็ตาม จะเอาอะไรมากมายกันนักกับโลกที่ไม่มีอะไรได้มาฟรีและไม่มีใครหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้ในยามที่เราต้องการ ไม่ได้เกิดมาพรั่งพร้อมเหมือนอย่างใจฝัน ดังนั้นล้มเอง...ลุกเอง เลือกทางเดินของตัวเองแล้วใช้ชีวิตต่อไป

 ฉันเดินฝ่าห้องนั้นไปอีกห้องหนึ่งแล้วก้าวขึ้นเวที ยิ้มรับกับเสียงปรบมือต้อนรับ ฉันเปล่งเสียงออกไปตามท่วงทำนอง แต่ความคิดของฉันยังค้างอยู่ในห้องที่ฉันเพิ่งเดินผ่านมา ฉันขายเสียง...สาวๆ เหล่านั้นขายร่างกาย ไม่รู้อะไรทำให้เราแตกต่าง แต่เราก็ต่างเป็นคนเหมือนกัน...ใช่มั้ย?

เจนนิเฟอร์ คิ้ม