ไลฟ์สไตล์

ขึ้นเหนือชมวิถีชาว"ไร่ยาสูบ"อาชีพดั้งเดิมที่กำลังสูญสลาย!

ขึ้นเหนือชมวิถีชาว"ไร่ยาสูบ"อาชีพดั้งเดิมที่กำลังสูญสลาย!

05 ธ.ค. 2553

ท่ามกลางกระแสการรณรงค์ลดการสูบบุหรี่อย่างจริงจังในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ด้วยเหตุผลใบยาสูบที่นำมาผลิตเป็นบุหรี่มีสารเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคอันอาจนำมาซึ่งการเสียชีวิตได้นั้น นับเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ กระทั่งมีการออกกฎหมายขึ้นมาควบคุมอย่างเข้มงวด

 ส่วนในมุมของเกษตรกรผู้ยึดอาชีพปลูกยาสูบจำนวนกว่า 3 แสนไร่ ทั่วประเทศ ก็เริ่มปรับตัวทั้งหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนการใช้ปุ๋ยเคมี อีกทั้งความพยายามปลูกพืชทดแทนตามคำแนะนำของหน่วยงานรัฐที่จะให้เกษตรกรลดพื้นที่การปลูกยาสูบลงในอนาคต

 "ท่องโลกเกษตร" มีโอกาสได้ร่วมคณะสื่อมวลชนเดินทางขึ้นเหนือจ.เชียงราย ไปกับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด นำโดย จรณชัย ศัลพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์ ลงพื้นที่สัมผัสวิถีชีวิตส่วนหนึ่งของเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ อ.เชียงแสน ในอีกแง่มุมของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพเกษตรอันเป็นฟันเฟืองสำคัญของอุตสาหกรรมยาสูบ

 สีเขียวเข้มของใบยาสูบสายพันธุ์เวอร์จิเนีย (Virginia) ที่ปลูกเรียงรายเป็นทิวแถว แต่ละต้นสูงร่วม 2 เมตร เจริญเติบโตกันเต็มพื้นที่กว่า 500 ไร่ ติดริมแม่น้ำโขง ของชาวไร่ยาสูบ ต.เวียง อ.เชียงแสน เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศ จึงไม่แปลกที่วิถีการดำรงชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่หลายสิบครัวเรือน ล้วนผูกพันกับอาชีพทำไร่ยาสูบ ด้วยเพราะช่วยหล่อเลี้ยงสร้างฐานะให้แก่ครอบครัวมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายาย

 ในพื้นที่ผืนนี้มี บุญชู ชัยมณี วัย 49 ปี เกษตรกรบ้านเวียงใต้ ต.เวียง อ.เชียงแสน ร่วมอยู่ด้วย โดยเขาเล่าว่าเป็นคนพื้นเพถิ่นนี้ครอบครัวยึดอาชีพปลูกยาสูบมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ แต่เป็นการปลูกพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งผลผลิตที่ได้เป็นไปตามสภาพดินฟ้าอากาศ ต่อเมื่อราว 5 ปีที่ผ่านมา ได้มีนายทุนผู้ประกอบการโรงบ่มสนับสนุนให้ปลูกพันธุ์เวอร์จิเนีย มีการประกันราคา จึงเข้ารวมกลุ่มปลูกอย่างเป็นระบบ ในพื้นที่จำนวน 6 ไร่ ซึ่งเป็นการเช่าไร่ละ 800 บาท

 ทั้งนี้ โดยเฉลี่ยพื้นที่ปลูก 1 ไร่ เท่ากับ 3,000 ต้น ของบุญชู มีพื้นที่ปลูก 6 ไร่ จึงเท่ากับว่าพื้นที่เขาปลูกทั้งหมด 1.8 หมื่นต้น ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยแต่ละต้นจะเท่ากับ 2 กิโลกรัมต่อหนึ่งฤดูกาล ซึ่งโดยทั่วไปจะปลูกปีละ 1 ครั้ง ระยะเวลาราว 5 เดือน และจะเริ่มฤดูกาลปลูกในเดือนกันยายนของทุกปี

 "ผมทำเพียง 6 ไร่ เพราะหากทำเยอะไร่แต่ถ้าการดูแลไม่ดีพอ ก็จะทำให้เกิดปัญหาได้เหมือนกัน คือดูแลไม่ทั่วถึง แมลงจอน ศัตรูพืชอื่นๆ ก็จะลงกัดกินใบได้ง่าย เฉลี่ยรายได้ต่อ 1 ไร่ หักค่าปุ๋ย ค่ายาแล้ว ก็ตกไร่ละ 1.5 หมื่นบาท อย่างปีนี้ประกันราคาอยู่ที่ 5.60 บาท ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี"

 เช่นเดียวกับ ลุงสำราญ เนียมวงศ์ วัย 53 ปี เกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกใบยาสูบบนพื้นที่ผืนเดียวกัน จำนวน 8 ไร่ ซึ่งอดีตก่อนร่วมกลุ่มนั้นยึดทำการเกษตรปลูกพืชผัก ต่อเมื่อหันมาปลูกยาสูบ ลุงสำราญยอมรับว่าเป็นการเลือกอาชีพที่ถูกต้อง เพราะความเป็นอยู่วิถีชีวิตของสมาชิกครอบครัว 5 ชีวิตนั้นดีขึ้นมาก รายได้เมื่อหักค่าใช้จ่ายแต่ละฤดูกาลนั้นใกล้เคียงกับเพื่อนสมาชิกคนอื่น คือราว 1.5 หมื่นบาทต่อไร่ ซึ่งเมื่อเทียบกับการปลูกข้าวโพดต่อไร่แล้ว รายได้จากการปลูกยาสูบนั้นดีกว่ามาก นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ทั้ง บุญชู และลุงสำราญ มีรายได้เสริมจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงพื้นที่ว่างจากการทำยาสูบ

 จากกระแสการต่อต้านการสูบและการผลิตบุหรี่อย่างจริงจังนั้น แน่นอนผลพวงต้องส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูก ทั้งบุญชูและลุงสำราญ ตลอดรวมทั้งเกษตรกรท่านอื่น ที่มาร่วมในวันนั้นกว่า 10 คน ต่างประสานเสียงว่า เห็นด้วยเพราะเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นจึงเป็นภาระของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จะต้องลงมาดูแลอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญต้องหาทางออกด้านอาชีพให้เกษตรกรผู้ยึดอาชีพนี้อย่างจริงจังด้วย

 สอดคล้องกับ วิลาวัณย์ พงษ์สวรรค์ เจ้าของโรงบ่มแห่ง อ.เชียงแสน ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมใบยา ไม่ปฏิเสธกระแสต่อต้านการสูบบุหรี่ที่เกิดขึ้น แต่ก็ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยหาทางออกให้เกษตรกรไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปลูกพืชทดแทน การปรับเปลี่ยนให้หันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนการใช้สารเคมีนั้น ขอให้มีการดำเนินการอย่างชัดเจน ต่อเนื่อง และจริงจัง ทั้งนี้ เพราะเกษตรกรจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด หากยังหาบทสรุปเรื่องนี้ไม่ได้

 ด้าน จรณชัย ศัลยพงษ์  ผู้อำนวยการฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์ บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด มีมุมมองเรื่องนี้ว่า อย่ามองเฉพาะด้านลบของบุหรี่เพียงด้านเดียว แต่ขอให้มองรอบด้าน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ผู้ประกอบการเป็นเพียงได้รับผลกระทบส่วนน้อย ดังนั้น จึงอยากให้เข้าใจในบริบทของวิถีชาวไร่ยาสูบที่ยึดอาชีพนี้สร้างครอบครัวมาหลายชั่วอายุคน

 ทว่า เหตุที่ยาสูบมีสารที่เป็นอันตรายต่อผู้สูบ การร่วมกันต่อต้านการสูบและการผลิตบุหรี่อย่างจริงจังนั้น นั่นหมายถึงอาชีพการปลูกยาสูบอาจค่อยๆ สูญสิ้นไปในอนาคตก็เป็นได้!!!         
 อบเวอร์จิเนีย (Virginia)
 
 เป็นยาสูบที่เมื่ออบเป็นยาแห้งแล้ว จะมีกลิ่นหอม ไม่ฉุน ใบยาประเภทนี้ใช้เป็นหลักในการผลิตบุหรี่รสอังกฤษและรสอเมริกัน
ต้นสูง 1-2 เมตร ใบค่อนข้างใหญ่ยาวปลูกกันในภาคเหนือตอนบนที่เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน และมีปลูกบ้างที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่หนองคาย นครพนม ที่นิยมปลูกกันมาก ได้แก่ พันธุ์ Coker 187 Hicks พันธุ์ Coker 347 พันธุ์ Coker 411 พันธุ์ K 326

 โดยใบยาสูบเวอร์จิเนียจะถูกนำมาผ่านกรรมวิธีการบ่มให้เป็นใบยาแห้งด้วยไอร้อน ภายในเตาบ่มใบยาสูบหรือโรงบ่มใบยาสูบ โดยใช้ไอความร้อนแห้งผ่านเข้าไปในห้องบ่มใบยา

 จากนั้นค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิต่ำก่อน พอใบยาสูบภายในห้องบ่มกลายเป็นสีเหลืองหมดแล้ว จึงค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิขึ้นทีละนิดๆ จนใบยาในห้องบ่มนี้กลายเป็นใบยาแห้งสีเหลือง จึงปิดความร้อน รอให้ใบยาแห้งได้อ่อนตัวลงแล้วค่อยนำออกจากห้องบ่มหรือโรงบ่มไปเก็บไว้รอคัดเกรด

 ทั้งนี้ การบ่มยาสูบเวอร์จิเนียในโรงบ่มจะใช้เวลา 100-120 ชั่วโมง ต่อการบ่มหนึ่งครั้ง
         
ธานี กุลแพทย์