
พสกนิกรทั่วไทยถวายพระพรในหลวง
พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศร่วมถวายพระพรในหลวง "ดร.สุเมธ" เผย ในหลวงจะทรงมีความสุขหากคนไทยทำหน้าที่ตัวเองให้สมบูรณ์ รักษาชาติ รักษาแผ่นดินให้อยู่ด้วยความสุขสงบ โพลล์ชี้คนไทยประทับใจพระราชกรณียกิจเสด็จฯเยี่ยมถิ่นทุรกันดารมากที่สุด ขณะที่"วาเด็ง"พระสหายแห่งสายบ
(4ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนท่าช้างราษฎร์บำรุง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วยนายสำเริง เอี่ยมสะอาด รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นประธานในการมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิชัยพัฒนาให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ต.ท่าช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา ที่ประสบอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา โดยเกษตรกรได้รับพระราชทานเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 22,270 กิโลกรัม และเมล็ดพันธุ์พืช 5,000 ชุด
นายสุเมธ กล่าวว่า เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับไป ต่อไปจะงอกงามขึ้นมาเลี้ยงดูชีวิตของทุกคนทุกครอบครัวที่ได้รับ ส่วนเหลือก็ทำการจำหน่ายประทังชีวิตและเจริญต่อๆ ไป ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณนี้ถึงแม้ตนไม่ใช่ผู้ประสบภัยก็ยังรู้สึกขนลุกและซาบซึ้งแทนพี่น้องเกษตรกร อย่างไรก็ตามเมล็ดพันธุ์ต่างๆ พระองค์ทรงกำชับมาอย่าเอาไปขึ้นหิ้งบูชาเฉยๆ แต่ก็เป็นธรรมเนียมไทยบางรายเขาถือว่า มาจากของสูง ขอให้นำลงแปลงเพาะปลูก เพื่อให้งอกเงยผลิดอกออกผลออกมา
เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวอีกว่า ในระหว่างน้ำท่วมจะมีหน่วยงาน องค์กรต่างๆ และมีสิ่งของพระราชทานส่วนพระองค์ด้วยถุงยังชีพต่างๆ เป็นการประทังบรรเทาเฉพาะหน้าไปก่อน แต่หลังจากน้ำท่วมแล้ว ตอนนี้น้ำได้ลดแห้งไปหมดแล้วก็ได้ทรงวางแผนไว้เพื่อจะทำให้ฟื้นฟูชีวิตกลับคืนสู่สภาพโดยปกติ ฉะนั้นงานที่ได้มีพระราชกระแสมอบมานั้นคือ 1.การปรับพื้นที่ไร่นาต่างๆ ที่สูญเสีย หรือเสียหายไปในบางส่วนให้กลับคืนสภาพปกติ และ 2.จากนั้นมีเรื่องพันธุ์ข้าว พันธุ์ผัก พันธุ์พืชที่จำเป็นต่อชีวิตก็มาแจกจ่ายด้วย และมีการซ่อมแซมเครื่องจักร เครื่องกล เครื่องไฟฟ้า เครื่องมือการเกษตร เป็นต้น ซึ่งน่าชื่นใจงานสำเร็จลงได้ด้วยความร่วมมือจากหลายหน่วยด้วยกัน
"อย่างไรเสียสิ่งที่ทรงปรารถนาที่สุด เมื่อวานนี้ (3 ธ.ค.53 ) พระองค์ก็ได้รับสั่ง สมเด็จพระเทพฯ ก็ยังกำชับอีกคือ ให้ฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด ฉะนั้นเห็นว่า งานพระองค์นั้นระหว่างเกิดเหตุก็พระราชทานความช่วยเหลือ หลังเกิดเหตุแล้วก็เข้ามาฟื้นฟูก็ครบวงจรหมด" นายสุเมธ กล่าว
นายสุเมธ ยังกล่าวถึงพรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเรื่องที่ทรงต้องการจากพสกนิกรพี่น้องประชาชนชาวไทยเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาว่า เรื่องนี้ตนเคยไปบรรยายหลายแห่งว่า ในวันที่ 5 ธันวาคม 2553 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราช วันพ่อแห่งชาติ เราคงอยากจะถวายพระพรชัยมงคล และคงอยากจะรู้ว่า พรอะไรที่พระองค์ทรงปรารถนาที่สุด ในเรื่องนี้ตนได้ยิน และสื่อเองก็มาลงข่าวบอกว่า "ความสุขของข้าพเจ้านั้น จะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพสกนิกรชาวไทยทุกคน ต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างพร้อมสมบูรณ์ รักษาชาติ รักษาแผ่นดิน รักษาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้อยู่ด้วยความสุข ความสงบ" นั่นแหละคือ ความสุขของพระองค์
"ความจริงไม่ได้ทรงขอพรสำหรับพระองค์เลย ขอให้ตัวเรา เพื่อตัวเรา ฉะนั้นหน้าที่รักษาบ้าน รักษาเมือง คือ ดิน น้ำ ลมไฟ ของชาติบ้านเมืองให้มันอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ อย่าไปทำลาย อย่าไปทำอะไร และรักษาไว้เพื่อตัวเราด้วย และต่อไปถึงลูกหลานด้วยเท่านั้นแหละ ผมว่าเป็นพรอันประเสริฐที่สุด ให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสมบูรณ์เหมือนทุกเมื่อ ทุกวัน" นายสุเมธ กล่าว
ด้านสวนดุสิตโพล ม.ราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความเห็นคนไทยหัวข้อ "ในหลวง" ของปวงชนชาวไทย โดยประชาชนเห็นว่า พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่คนไทยประทับใจมากที่สุด พบว่า อันดับหนึ่ง 40.78% การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนประชาชนในถิ่นทุรกันดาร อันดับสอง 22.36% การบริหารจัดการน้ำ/การพัฒนาแหล่งน้ำและชลประทานเพื่อการเกษตร/โครงการฝนหลวง สร้างเขื่อนโครงการแก้มลิง และอันดับสาม 19.77% การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม/โครงการปลูกป่าถาวร/อนุรักษ์ป่าชายเลน
ส่วนคำถวายพระพรชัยมงคลที่คนไทยต้องการถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พบว่า อันดับหนึ่ง 43.50% ขอพระองค์ทรงพระเจริญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน อันดับสอง 35.21% ขอให้พระองค์ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง/ขอให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว และอันดับสาม 11.64% ขอพระองค์ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดไป
สำหรับ พระบรมราโชวาท, พระอิริยาบถที่เป็นแบบอย่างหรือเป็นสิ่งที่เทิดทูน ที่คนไทยได้นำมาเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต พบว่า อันดับหนึ่ง 34.39% ภาพพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่ทรงงานเพื่อประชาชน อันดับสอง 25.48% ความรักความห่วงใยของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อราษฎร และอันดับสาม 23.10% พระราชทานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่คนไทยทุกคน
ส่วนบรรยากาศการลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช ตลอดทั้งวันที่ 4 ธันวาคม ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงพร้อมใจกันใส่เสื้อสีชมพูเดินทางมาร่วมลงนามถวายพระพรกันอย่างต่อเนื่อง โดย น.ส.พัชรา ศิลารวม กล่าวว่า มีโอกาสเดินทางมาร่วมงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา 5 ธันวาคม 2553 ในกรุงเทพมหานคร จึงได้ถือโอกาสเดินทางมาลงนามถวายพระพรเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่โรงพยาบาลศิริราช
ขณะที่ สำนักพระราชวัง งดการลงนามถวายพระพรที่ศาลาศิริราช 100 ปี ในวันที่ 5 ธันวาคม โดยจะเปิดให้มีการลงนามถวายพระพรได้ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ทั้งนี้ จะเปิดให้มีการลงนามถวายพระพรอีกครั้งที่ศาลาศิริราช 100 ปี ในวันที่ 6 ธันวาคม 2553 เป็นต้นไป
วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทหารเรือ และกรุงเทพมหานคร ร่วมกันตรวจสอบความปลอดภัย 14 ท่าเรือ ที่จะมีมวลชนร่วมขบวนเรือเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่กู้ภัย นักประดาน้ำประจำริมน้ำ และท่าเรือสำคัญ เพื่อช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ส่วนในช่วงเย็น ฝั่งคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการซักซ้อมความพร้อมการแสดงบนเวทีอย่างเต็มรูปแบบของเหล่าศิลปินอีกครั้ง ก่อนแสดงจริงในวันที่ 5 ธันวาคม
ขณะเดียวกันรัฐบาลจะจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งในงานดังกล่าวจะมีการแสดงนาฏกรรมไทยร่วมสมัยเฉลิมพระเกียรติ ชุด "เถลิงพระเกียรติฟุ้งฟ้า ลือตรบแหล่งหล้า โลกล้วนสดุดี" ในวันอังคารที่ 7 ธันวาคม 2553 และการแสดงดังกล่าวจะเปิดให้ประชาชนชมในวันพุธที่ 8 ธันวาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ณ บริเวณถนนรอบนอกหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
ด้านพล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ชุด “ตามรอยพระราชดำริ สู่ประโยชน์สุข” ที่สวนหลวง ร.9 ว่า การจัดงานนิทรรศการดังกล่าว รวมทั้งกิจกรรมวาดภาพเฉลิมพระเกียรติของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ สำนักงาน กปร. เป็นการประชาสัมพันธ์ความสำเร็จของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และให้ประชาชนรับทราบถึงพระปรีชาสามารถ ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ เอกชน เกี่ยวกับแนวพระราชดำริต่างๆ
นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ชุด “ตามรอยพระราชดำริ สู่ประโยชน์สุข” ประกอบด้วย ซุ้มเฉลิมพระเกียรติ และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งจะจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ การทรงงานจำลองเสมือนจริงโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่สำคัญ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการตัวอย่างผลงานของผู้ได้รับรางวัลจากการประกวด ผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 2 ของสำนักงาน กปร. ซึ่งจะมีประชาชนจากทุกภาคส่วน อาทิ ภาคเกษตรกรรม ภาครัฐ และภาคธุรกิจ เป็นผู้มาเผยแพร่ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงจากการดำเนินตามรอยแนวพระราชดำริ โดยจำลองบรรยากาศจากสถานที่จริง และตกแต่งภูมิทัศน์อย่างสวยงาม งานจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1-12 ธันวาคม 2553 ณ บริเวณหอรัชมงคล สวนหลวง ร.9
วันเดียวกัน ที่ถนนเลียบชายหาดพัทยา นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นประธานเปิดโครงการ “เค้กเฉลิมพระเกียรติ 83 พรรษา 5 ธันวามหาราช” ที่ทางสมาคมนักบริหารงานอาหารและเครื่องดื่มภาคตะวันออกแห่งประเทศไทย สมาคมเชฟเมืองพัทยาและจังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันออก ชมรมเบเกอรี่เมืองพัทยาและภาคตะวันออก รวมทั้งชมรมนักบริหารงานแม่บ้านภาคตะวันออก ร่วมกันจัดขึ้น โดยที่ผ่านมาเปิดรับเค้กวานิลลา บัตเตอร์ชนิดครีม ขนาด 40x60 ซม. สูง 3 นิ้ว (ครีมปาดหน้าเค้กสีขาวเท่านั้น) จากโรงแรมและผู้ประกอบการ รวมถึงประชาชนที่สนใจกว่า 60 องค์กรส่งเค้กเข้าร่วมโครงการ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันมหามงคล 5 ธันวาคม 2553
ทั้งนี้ ได้เค้กที่ร่วมบริจาครวม 119 ชิ้น ก่อนนำมาประกอบเป็น “เค้กเฉลิมพระเกียรติ 83 พรรษา 5 ธันวามหาราช” ตัดแต่งและนำมาเรียงต่อกันเป็นเค้กชิ้นใหญ่และชิ้นเดียวกันที่มีความยาวถึง 149 เมตร และตัดแบ่งเป็นเค้กชิ้นเล็กได้ 5,999 ชิ้น ก่อนจะจัดจำหน่ายในราคา 39 บาทให้แก่ผู้มีจิตศรัทธา และจะนำเงินรายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่ายและเค้กบางส่วนส่งมอบให้องค์กรการกุศลต่างๆ เน้นกลุ่มเด็กด้อยโอกาสทางสังคมผ่านเมืองพัทยาต่อไป
ด้านนายวาเด็ง ปูเต๊ะ พระสหายแห่งสายบุรี วัย 95 ปี ได้เดินทางมาพร้อม น.ส.สารีนา ว๊ะมะ อายุ 27 ปีหลานสาว และปลัดอำเภอสายบุรี จ.ปัตตานี เพื่อร่วมลงนามถวายพระพร และทูลเกล้าฯ ถวายช่อดอกไม้แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นายวาเด็ง ปูเต๊ะ กล่าวว่า รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมากที่ได้มาร่วมถวายพระพรในครั้งนี้ ซึ่งได้นำลูกจำปาดะมาทูลเกล้าฯ ถวายด้วย เพราะทุกครั้งที่ออกผลจะคิดถึงพระองค์ ทั้งนี้นายวาเด็งจะเดินทางกลับในวันที่ 5 ธันวาคม เพื่อกลับไปร่วมงานเฉลิมพระเกียรติที่ จ.ปัตตานี
เมื่อเวลา 17.00 น. มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ซึ่งมหาเถรสมาคมได้อาราธนาพระสังฆาธิการทุกระดับ จำนวน 500 รูป ร่วมพิธี และมีชาวพุทธที่พร้อมใจกันนุ่งขาวห่มขาวร่วมเจริญจิตตภาวนาเป็นจำนวนมาก
พิธีดังกล่าวมีขึ้นพร้อมกันทุกวัดทั่วประเทศ และวัดต่างประเทศทั่วโลก เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และครั้งนี้ถือเป็นการประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ครั้งที่ 5 ในรอบปี 2553 ตามกำหนดของมหาเถรสมาคมด้วย



