ไลฟ์สไตล์

 “บ้านพอเพียง”ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทภายใต้แนวคิด“เศรษฐกิจพอเพียง”

“บ้านพอเพียง”ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทภายใต้แนวคิด“เศรษฐกิจพอเพียง”

04 ธ.ค. 2553

สวัสดีครับแฟนๆ ชาวคนรักบ้าน พรุ่งนี้แล้วนะครับ จะเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ “พ่อหลวง” ที่ปวงประชาชาวคนรักบ้านต่างถวายความจงรักภักดีจนหมดหัวใจ ขอถวายพระพรชัยให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ จะว่าไปแล้วแนวคิดของ “บ้านไม่บาน” ซึ่งผมมักใช้คำจำกัดความว่าเป็น “บ้านพอเพียง” ที่ “งามง่าย เป็นทั้งที่รักและที่พัก” ผมถือว่าแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” เปรียบได้กับ “ราก” ทางความคิด อันก่อให้เกิดผลผลิตทาง “ภูมิปัญญา” จะเห็นได้ว่ารูปแบบบ้านพอเพียงจะสะท้อนความ “ภูมิไทย” คือ  “ภูมิปัญญาพื้นถิ่น” อันเป็น “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” ของไทย

 ดังนั้น หากแฟนๆ ชาวคนรักบ้านอยากจะเข้าใจแนวคิดของผมในการออกแบบบ้านไม่บาน จึงจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจกับแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระองค์ท่านเสียก่อน เชื่อไหมครับว่า “พ่อหลวง” ได้ทรงเตือนพสกนิกรของพระองค์เรื่อง “ความพอเพียง” มากว่า 36 ปีล่วงแล้วตั้งแต่ปี 2517 แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจครับที่บรรดาลูกๆ ของ “พ่อหลวง” มิได้น้อมนำเอาแนวคิดของพระองค์ท่านมาเป็นหลักชัยในการดำเนินชีวิต จึงเป็นผลให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้า พัฒนากันไปแบบลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 สังคมไทยในปัจจุบันจึงตกอยู่ในสภาพ “รวยกระจุก จนกระจาย” เป็นสังคมที่สับสนวุ่นวายขาดความสมดุลเป็นอย่างยิ่งครับ

 เนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาเวียนมาบรรจบครบอีกปีหนึ่ง จึงนับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่วิเศษสุดเป็นอย่างยิ่งที่ชาวคนรักบ้านจะได้มีโอกาสมาเรียนรู้ “มรดกทางวัฒนธรรม” อันเป็น “ภูมิปัญญา” ที่ทรงคุณค่าที่พระองค์พระราชทานแก่พสกนิกรของพระองค์เกี่ยวกับ “แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง” กันครับ 

 คงต้องยอมรับนะครับว่า ผลจากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความ (อยาก) ทันสมัย ภายใต้กลไกของระบบ “ทุนนิยม” ที่ตามมาด้วยลัทธิ “บริโภคนิยม” ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงแก่สังคมไทยเป็นอย่างยิ่งในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกระบวนการของความเปลี่ยนแปลงมีความสลับซับซ้อนจนยากที่จะอธิบายในหลัก “ตรรกะ” เชิง “สาเหตุ” และ “ผลลัพธ์” ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดต่างเป็นปัจจัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

 สำหรับผลของการพัฒนาในด้านบวกนั้น ได้ก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเจริญทางวัตถุ และโครงข่ายสาธารณูปโภคต่างๆ ระบบสื่อสารที่ทันสมัย หรือการขยายปริมาณและกระจายการศึกษาอย่างทั่วถึงมากขึ้น แต่ที่น่าเสียใจคือผลด้านบวกเหล่านี้ส่วนใหญ่กระจายไปถึงคนในชนบท หรือผู้ด้อยโอกาสในสังคมเป็นสัดส่วนน้อยเสียเหลือเกินครับ

 แต่ว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจและสังคมได้เกิดผลลบติดตามมาด้วย เช่น การขยายตัวของระบบ “ทุนนิยม” และลัทธิ “บริโภคนิยม” เข้าไปในชนบท ได้ส่งผลให้ชนบทเกิดความอ่อนแอในหลายด้าน ทั้งยังต้องพึ่งพิงตลาดและพ่อค้าคนกลาง ตลอดจนความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติ และการรวมกลุ่มกันตามประเพณีเพื่อการจัดการทรัพยากรที่เคยมีอยู่แต่เดิมได้ล่มสลายลง ภูมิความรู้ที่เคยใช้แก้ปัญหาและสั่งสมปรับเปลี่ยนกันมาถูกลืมเลือนและเริ่มสูญหายไป

 สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือการล่มสลายลงของ “ความพอเพียง” ในวัฒนธรรมการดำรงชีวิตที่สะท้อนออกมาให้เห็นในรูปของการกิน-อยู่แบบไทย ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้คนไทยสามารถ “พึ่งตนเอง” และดำเนินชีวิตไปได้อย่างมี “ศักดิ์ศรี” และ “ความมีอิสระ” ในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง รวมทั้งความสามารถในการควบคุมดูแลและจัดการเพื่อให้ตนเองได้รับการสนองตอบต่อความต้องการต่างๆ ตลอดจนความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยและสังคมไทยเคยมีอยู่แต่เดิมมายาวนานนับร้อยปี ต้องถูกกระทบกระเทือน ซึ่งวิกฤติเศรษฐกิจจากปัญหาฟองสบู่ ปัญหาความอ่อนแอของชนบท ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ล้วนแต่เป็นข้อพิสูจน์และยืนยันปรากฏการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี

 เนื่องในโอกาส “วันเฉลิมพระชนมพรรษา” เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่พวกเราชาวคนรักบ้าน ผมขออัญเชิญพระราชดำริด้วยเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระองค์พระราชทานไว้ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม  2517 ซึ่งเป็นเวลากว่า 36 ปีล่วงแล้ว ดังมีใจความว่า

 “...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป...” 

 ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของ “ทางสายกลาง” และ “ความไม่ประมาท” คำนึงถึง “ความพอประมาณ” “ความมีเหตุผล” “การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง” ตลอดจนใช้ “ความรู้” และ “คุณธรรม” เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ที่สำคัญจะต้องมี “สติ ปัญญา และความเพียร” ซึ่งจะนำไปสู่ “ประโยชน์” และ “ความสุข” ในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง จะว่าไปแล้วสาระน่ารู้เกี่ยวกับ “เศรษฐกิจพอเพียง”  ของพระองค์ยังมีอีกมาก เอาไว้มาต่อกันในสัปดาห์หน้า ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นอีกหนึ่ง “ทางเลือก” อันเป็น “ทางรอด” ของสังคมไทยและสังคมโลกที่ระบบ “ทุนนิยม” แบบเก่าที่ครอบงำอยู่กำลังจะล่มสลายลงครับ

 ในช่วงต้นเดือนธันวาคม ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ชาวคนรักบ้านทั่วประเทศอยู่ในช่วงของการเฉลิมฉลอง “วันเฉลิมพระชนมพรรษา” ของ “พ่อหลวง” ที่ทรงอุทิศพระวรกายของพระองค์ทรงงานอย่างหนักอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 64 ปี เพื่อพสกนิกรของพระองค์ให้อยู่ดี กินดี มีความสุขตามแก่อัตภาพ ดังนั้น จึงเป็น “หน้าที่ทางจริยธรรม” ของพวกเราทุกคนที่จะต้องทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล และพร้อมใจกันเป็นหนึ่งเดียวร่วมถวายพระพรชัยแด่พระองค์

 ขอพระองค์ทรงพระเจริญเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ชาวคนรักบ้านตราบนานเท่านานเทอญ