
เหตุที่ฉันสนใจกล้วยไม้ (11)
สถานีวิจัยที่รถยนต์สองแถวคันใหญ่อยู่คันหนึ่ง ปกติก็มีคนขับ แต่ด้วยอุปนิสัยของฉันที่ชอบช่วยเหลือคน อีกทั้งประหยัดแรงงาน ค่าใช้จ่ายของราชการระหว่างวันหยุด ฉันจึงมักอาสาเป็นคนขับเอง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วแทบทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ฉันมักใช้ชีวิตทำงานแบบนั้นเสมอ ถ้าไม่
นี่แหละที่มันเป็นนิสัยของฉันกระทั่งมาถึงบัดนี้ตัวฉันเองก็ยังทำงานโดยไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์มาตลอด
หากสัปดาห์ไหนจัดวางตัวบุคคลกับการทำงานเอาไว้โดยเรียบร้อยแล้ว นั่นแหละวันนั้นฉันจึงจะอาสาขับรถสองแถวเข้าเมืองเอง จึงทำให้รู้ความลับของหัวหน้าสถานีวิจัยว่าเขาใช้รถยนต์ราชการเข้าไปขนของในเมืองเอามาขายให้แก่คนงานในสถานที่ซึ่งตนรับผิดชอบและยังมีการขายเชื่อ แต่บวกกำไรเข้าไว้สูงริบลิ่ว
ครั้นถึงช่วงปลายเดือนตัวเขาจะลงมือจ่ายเงินค่าแรงคนงานประจำเดือนด้วยตนเอง ฉันได้เห็นพฤติกรรมดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ เพราะเหตุว่าบนโต๊ะทำงานซึ่งตั้งอยู่ตรงหน้าเขานั้น มีบัญชีจ่ายเงินอยู่ 2 บัญชี บัญชีหนึ่งเกี่ยวกับเงินค่าซื้อของขายของส่วนตัวซึ่งแต่ละคนต่างก็มีหนี้สินแทบจะเรียกได้ว่าล้นพ้นตัว ส่วนอีกบัญชีหนึ่งเป็นบัญชีหลวง
พฤติกรรมก็คือ เรียกชื่อคนงานมารับค่าจ้างแรงงานประจำเดือน จากนั้นจึงหักบัญชีหนี้สินค่าซื้อของส่วนตัว เชื่อไหมว่าช่วงนั้นเงินค่าแรงคนละ 300 บาทต่อเดือน หลังจากหักแล้วเหลือเพียงคนละไม่ถึง 20 บาท ก็ยังมีให้เห็นอย่างกว้างขวาง บางคนมีเจ้าหนี้มายืนรออยู่ตรงหน้าสำนักงานหลังรับเงินค่าจ้างแล้ววิ่งกระโดดออกทางหน้าต่างหนีไปหน้าตาเฉย ฉันแลดูด้วยรู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมาก หากตัวเองยังไม่มีโอกาสเหมาะที่จะลุกขึ้นมายืนหยัดต่อต้านการกระทำดังกล่าว คงได้แต่นั่งมองดูเฉยๆ หากเก็บเอาไว้ภายในใจตนเองก่อนอื่น
สิ่งที่กล่าวมาแล้วนี่เอง ดูเหมือนมันจะทำให้เกิดความรู้สึกถึงแรงกดดันภายในจิตใจตนเองเพิ่มมากยิ่งขึ้น!
อนึ่ง ฉันเริ่มขึ้นว่าเรื่องกล้วยไม้นั้นแม้จะมีปัญหาหนัก แม้แต่คงเป็นระยะยาวซึ่งจะต้องกระทำอย่างมีสติและใช้ความอดทนสูงมาก ส่วนเรื่องที่มันอยู่ใกล้ตัวนี่ซิดูเหมือนจะเพิ่มพลังในการปฏิบัติให้มันหนักมากยิ่งขึ้น
ช่วงนั้น ฉันเริ่มได้กล้วยไม้ฟ้ามุ่ยมาต้นหนึ่ง ราคาต้นละ 5 บาท ซึ่งนับว่าถูกมาก
หากคิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นจากดวงวิญญาณของการต่อสู้ ดูเหมือนยิ่งถูก มันยิ่งต้องใช้ความอดทนสูงยิ่งขึ้น!!!
"ระพี สาคริก"



