
จี้บังคับใช้กฎหมายคืนเงินพรีเพด
กรรมาธิการสื่อสารชี้เงินค้างในระบบพรีเพดต้องคืนผู้ใช้บริการ ตามประกาศ กทช. เสนอทางออกกำหนดวันใช้งานขั้นต่ำ 6 เดือน-1 ปี เติมเงินขั้นต่ำได้ตั้งแต่ 30 บาท
นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการสื่อสาร และโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวในเวทีเสวนาหัวข้อ “เงินเหลือในมือถือ สิทธิของใคร?” ว่า การออกประกาศ กทช.เรื่องมาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม 2549 โดยเฉพาะข้อ 11 ระบุชัดเจนว่า การให้บริการโทรคมนาคมในลักษณะที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการเป็นการล่วงหน้าจะต้องไม่มีข้อกำหนดอันมีลักษณะบังคับให้ผู้ใช้บริการต้องใช้บริการภายในระยะเวลาที่กำหนด หากกรณีที่ผู้ใช้บริการยังมีเงินค้างอยู่ในระบบ โอเปอเรเตอร์จำเป็นต้องคืนเงินให้ เว้นแต่ผู้ให้บริการจะได้รับความเห็นชอบจากกทช.เป็นการล่วงหน้าถือเป็นเรื่องที่ดี เป็นประโยชน์กับผู้บริโภค แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือ กทช.ไม่ได้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
“เป็นการล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะสถิติการฟ้องร้องของผู้บริโภคที่ถูกเอาเปรียบจากโอเปอเรเตอร์ไม่ได้ลดลงเลย” นพ.บุรณัชย์ กล่าวและว่า รายได้จากระบบเติมเงิน (พรีเพด) ที่มีผู้ใช้ 90% หรือ 60 ล้านเลขหมาย จาก 65 ล้านเลขหมาย ถือเป็นขุมทรัพย์ที่รัฐสามารถจัดเก็บรายได้จากส่วนแบ่งสัญญาสัมปทานได้อีกมาก กทช.จึงควรจะประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาต่อไป
นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) กล่าวว่า จากสถิติรับเรื่องร้องเรียนกรณีถูกยึดเงินในระบบ และต้องการให้คืนเงินเข้าระบบ ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤศจิกายน มี 155 เรื่อง เพิ่มขึ้นกว่า 100% หากเทียบกับปี 2552 มี 112 เรื่อง จำนวนเงินที่ถูกยึดไป 112,392.55 บาท
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการได้เสนอทางออกให้ผู้ประกอบการกำหนดวันใช้งานขั้นต่ำ 6 เดือน หรือ 1 ปี กำหนดวิธีการคืนเงินที่สะดวกและเป็นธรรม เช่น โอนเข้าบัญชี หรือองค์กรการกุศลที่เจ้าของเลขหมายระบุ กำหนดวิธีการลงทะเบียนซิม และขั้นต่ำของการเติมเงินต้องไม่สูงเกินไป เช่น ที่ 30 บาท เป็นต้น



