
วงเสวนาสบท.แฉบ.มือถือกินนิ่มปีละ7พันล้าน
วงเสวนาสบท. แฉ บ.มือถือ กินนิ่มๆ ปีละ 7 พันล้าน สูบเลือดชาวบ้าน ยึดค่าโทร เติมเงิน เปิดสถิติ Hutch นำโด่งถูกร้องเรียนสูงสุด Dtac Truemove AIS ตามห่าง กมธ.ส.ส. จี้ กทช. รับผิดชอบ ไม่คุ้มครองผลประโยชน์ชาวบ้านตามประกาศ เข้าข่าย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
(1ธ.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม(สบท.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) ได้จัดเสวนาเรื่อง “เงินเหลือในมือถือ สิทธิของใคร?” มีผู้เข้าร่วมเสวนาคับคั่งมาจากทั้งผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือและกทช. และประชาชนผู้เคยถูกค่ายมือถือยึดเงินที่เติมไป
นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผอ.สบท. กล่าวว่า ปัญหาผู้ให้บริการโทรศัพท์มือยึดเงินของผู้บริโภคในกรณีที่เลิกใช้บริการเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคมานาน ก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมาธิการติดตาม ตรวจสอบการปฏิบัติงานขององค์กรการสื่อสารสารสนเทศและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้เชิญผู้ให้บริการระดมความเห็นในที่สุดได้ข้อสรุปว่า เงินที่เหลือในระบบเติมเงินที่เลิกใช้บริการแล้วเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใช้บริการ จึงสามารถขอรับเงินคืนได้ แต่ประชาชนไม่รู้สิทธินี้ ถึงรู้ก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินคืนได้อย่างไร นอกจากนี้การตัดสัญญาณโทรศัพท์กรณีที่ไม่ได้เติมเงินถือว่าเอาเปรียบผู้บริโภค
“การยึดเงินผู้บริโภค มีความซับซ้อนมาก ไม่เฉพาะแค่ไม่เติมเงิน แต่บางกรณีอยากเติมก็ไม่ให้เติมแล้วยึดเงินก็มี เช่น ข้าราชการท่านหนึ่ง เติมเงินไป 4,900 บาท แต่ขอไปเติมอีก 300 บาท เพื่อต่ออายุการโทรแต่บริษัทไม่ให้เติมเกิน 5,000 บาท เมื่อเติมไม่ได้ โทรศัพท์ถูกตัด เงินถูกยึดไปทั้งหมด”นพ.ประวิทย์ กล่าว พร้อมทั้งเสนอว่า ทางออกมี 4 ประการ 1.ควรจะอยู่ที่ว่าขยายกำหนดวันใช้งานขั้นต่ำ 6 เดือนหรือ 1 ปี 2.กำหนดวิธีการคืนเงินที่สะดวกและเป็นธรรม 3.กำหนดวิธีการลงทะเบียนซิมว่าจะให้ผู้ให้บริการโอนเงินลูกค้าที่เหลือกลับไปให้ที่บัญชีไหน และ 4.กำหนดขั้นต่ำของการเติมเงินที่ไม่สูงเกินไปเช่น 30 บาท
ผอ.สบท. ยังระบุด้วยว่า จากข้อมูลการร้องเรียนของประชาชนต่อสบท.ในปี 2553 พบว่า Hutch ถูกร้องเรียนเป็นอันดับหนึ่ง 69 เรื่อง จำนวนเงินที่ถูกยึด 76,048 บาท รองลงมา Dtac 14 เรื่องจำนวนเงิน 21,511 บาท True Move 20 เรื่อง 12,043 บาท AIS 9 เรื่อง 2,790 บาท CAT CDMA และอื่นๆไม่ระบุจำนวนเรื่องและยอดเงิน ทั้งนี้ผู้บริโภคที่ถูกยึดเงินมากที่สุดต่อหนึ่งหมายเลข 7,500 บาท ต่ำที่สุด 18 บาท เฉลี่ยอยู่ที่รายละ 1,003 บาท และเชื่อว่ายังมีผู้บริโภคที่ยังไม่รู้ว่าถูกยึดเงินอีกจำนวนมาก จึงขอให้ผู้บริโภคปกป้องสิทธิของตัวเอง ติดต่อได้ที่สายด่วน สบท. 1200 เบอร์โทร 087-333-8787 ตู้ ปณ. 272 ปณจ. สามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 1040 หรือเว็บไซต์ http://www.tci.or.th/complain.asp
“จากข้อมูลสบท.พบว่าผู้บริโภคระบบเติมเงินจะเติมเงิน 300 บาทต่อเดือนแต่ใช้จริงประมาณ 200 บาท ดังนั้นจึงมีการเติมเกินไปเดือนละ 100 บาทต่อเลขหมาย ขณะนี้มีผู้ใช้บริการ 60 ล้านเลขหมาย เท่ากับ 6,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 1 ปีเท่ากับ 72,000 ล้านบาท บางส่วนถ้าเติมไม่ทันหรือไม่เติมก็จะถูกยึดเงิน ถามว่ามีกิจการไหนบ้างที่ต้องจ่ายล่วงหน้าโดยที่ไม่ได้ใช้ 72,000 ล้านบาท และจากสถิติทุกปีจะมีการยึดเงิน 10 เปอร์เซนต์ เท่ากับบริษัทจะได้ปีละ 7,200 ล้านบาท” ผอ.สบท. กล่าว
นายปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เหตุการณ์เช่นนี้สะท้อนผู้ประกอบการมีอิทธิพลและอำนาจการต่อรองเหนือผู้บริโภคซึ่งมีความอ่อนแอมาก แม้กทช.จะคุ้มครองด้วยการมีประกาศ ข้อ 11 ที่ระบุว่าการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการล่วงหน้าต้องไม่มีข้อกำหนดบังคับให้ผู้ใช้บริการต้องใช้บริการในระยะเวลาที่กำหนด แต่ผู้ประกอบการไม่ได้ถูกบังคับตามประกาศดังกล่าว ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะกทช.ไม่มีบารมีมากพอ หรือมีลักษณะเหมือนมีการเจรจาต่อรองกันอยู่ในกล่องดำระหว่างกทช.กับผู้ประกอบการ ซึ่งชาวบ้านมองไม่เห็น
นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ปรึกษากมธ.การสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การที่กทช.ซึ่งเป็นพนักงานของรัฐ ไม่บังคับใช้ประกาศข้อ 11 ซึ่งมีเป้าหมายในการคุ้มครองผู้บริโภค ความรับผิดชอบเบื้องต้นจึงอยู่ที่กทช.ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่กรมสรรพากรก็เรียกเก็บรายได้จากผู้ประกอบการในจำนวนเต็มที่ได้รับจากการเติมเงินล่วงหน้าของประชาชน ทั้งๆที่เงินจำนวนนั้นยังเป็นกรรมสิทธิ์ของประชาชน เพราะประชาชนยังไม่ได้ใช้บริการโทรศัพท์จริง เงินที่จ่ายไปหากไม่ถูกใช้งานก็ต้องคืนให้ประชาชน
“วันนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นความล้มเหลวในการดูแลผลประโยชน์ประชาชน ของภาครัฐ ในการกำกับเอกชนโดยเฉพาะกทช.ต้องรับผิดชอบ เพราะถ้ากทช.บังคับใช้ประกาศ ข้อ 11 อย่างเต็มที่กรมสรรพากรก็จะเรียกภาษีจากผู้ประกอบการจากเติมเงินของประชาชนไม่ได้ เพราะหลักการของภาษีมูลค่าเพิ่มต้องอยู่บนพื้นฐานของการบริโภค ในเมื่อประชาชนยังไม่ได้โทรศัพท์กรมสรรพากรจะเก็บภาษีไม่ได้” นพ.บุรณัชย์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสวนาครั้งนี้มีการเชิญผู้ที่เคยมีประสบการณ์ถูกค่ายมือถือยึดเงินที่เหลือในโทรศัพท์มาเล่าประสบการณ์ อาทิ นางจิตรา ปัญญานันทเกียรติ กล่าวว่า ตนถูกระงับการใช้โทรศัพท์มือถือเมื่อเดือน พ.ย. 2552 ตอนนั้นมีเงินเหลืออยู่ในประมาณ 1,500 บาท ตั้งใจที่จะเปิดใช้ใหม่จึงโทรไปแจ้งเจ้าหน้าที่ของบริษัทมือถือว่ามีเงินเหลืออยู่ ปรากฏว่าได้คำตอบว่า “ถึงมีเงินเป็นหมื่นก็คืนให้ไม่ได้” ก็ไม่เข้าใจในเมื่อเป็นเงินเราและเรายังไม่ได้โทร จากนั้นมีญาติมาบอกให้ร้องเรียนที่สบท.จึงทำจดหมายมาและทางค่ายโทรศัพท์ก็รับเรื่อง สุดท้ายก็ได้รับการโอนจำนวนเงินดังกล่าวกลับเข้ามาที่โทรศัพท์ ใช้เวลา 9 เดือนกว่าจะได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับประกาศข้อ 11 เรื่องมาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ระบุว่า การให้บริการโทรคมนาคมในลักษณะที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการเป็นการล่วงหน้าจะต้องไม่มีข้อกำหนดอันมีลักษณะเป็นการบังคับให้ผู้ใช้บริการต้องใช้บริการภายในระยะเวลากำหนด เว้นแต่ผู้ให้บริการจะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการเป็นการล่วงหน้า ทั้งนี้ คณะกรรมการอาจกำหนดเงื่อนไขการให้บริการประกอบด้วยก็ได้เช่น การถ่ายโอนมูลค่าที่เหลืออยู่ การคืนค่าบริการในส่วนที่ไม่ได้ใช้บริการ การกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการใช้บริการ การขึ้นทะเบียนชื่อที่อยู่ของผู้ใช้บริการ เป็นต้น ในการนี้คณะกรรมการอาจจัดให้มีการรับฟังความเห็นสาธารณะหรือรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริโภคด้วยก็ได้ ผู้ให้บริการตามวรรคหนึ่งต้องเผยแพร่แบบสัญญาที่คณะกรรมการเห็นชอบแล้วเป็นการทั่วไป และแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบเป็นหนังสือก่อนเริ่มใช้บริการ



