
สู่ทศวรรษที่สี่"รามคำแหง"เปิดโลกเปิดโอกาสคนไทยกว่า60ล้านคน
ตลอดระยะเวลา39 ปี ปฏิเสธไม่ได้ว่ามหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) มีความโดดเด่นที่สุดในเรื่องของการจัดการเรียนการสอน ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นหนึ่งมหาวิทยาลัย สองระบบ มีทั้งระบบปิดและระบบเปิด ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นสถาบันการศึกษาที่ไม่เหมือนใคร ไม่เหมือ
ก้าวสู่ปีที่40 ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2554 "รศ.คิม ไชยแสนสุข" อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง วาดฝันจะพัฒนาความเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อปวงชน สอนคนจำนวนมากแบบแมส(mass) ได้เรื่องนี้กลายเป็นจุดแข็งของเราเป็นความชำนาญเฉพาะตัว
"จากจุดแข็งของเรา ผมอยากพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง เพราะองค์ความรู้ด้านธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์กฎหมาย เทคโนโลยี เป็นความรู้ที่คนอื่นสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ อยากให้ความรู้เหล่านี้ตกไปถึงพี่น้องประชาชนอีกห้าสิบ หกสิบล้านคนที่อยู่นอกห้องเรียนหากทำเช่นนั้นได้ ม.ร.จะเป็นมหาวิทยาลัยที่รัฐตั้งขึ้นมาแล้วคุ้มค่าอย่างยิ่ง การถ่ายทอดองค์ความรู้ของเราจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่คนทั้งประเทศต่อบ้านเมือง นี่คือความใฝ่ฝันที่อยากจะให้ไปถึงในทศวรรษที่สี่"
การศึกษาทุกวันนี้ที่จะสามารถรับใช้บ้านเมืองได้ต้องเป็นการศึกษาตลอดชีวิต คือครอบคลุมทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ระบบการศึกษาที่สถาบันการศึกษาโดยทั่วไปจัดการศึกษาเป็นการศึกษาในระบบ ยังมีคนที่อยู่นอกห้องเรียนอีกกว่าห้าสิบหกล้านคนขาดสถาบันการศึกษาดูแลหากคนเหล่านี้ได้รับการศึกษา ได้รับการพัฒนาศักยภาพตามระดับสติปัญญาตามความต้องการ เชื่อว่าประเทศชาติจะมีทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่าอีกจำนวนมาก บุคคลเหล่านี้เป็นพลังสำคัญที่จะแก้ปัญหาหลายมิติที่มีอยู่ในปัจจุบัน และจะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญงอกงาม ทันต่อนานาอารยประเทศไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี
"สิ่งที่ผมอยากจะชวนคนรามคำแหงทำในปีที่ 40 ออกไปรับใช้บ้านเมืองในอีกมิติหนึ่ง คือการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ตามไปสอนผู้คนในท้องไร่ปลายนาในที่ทำงาน ในบ้านช่อง สอนคนทุกคนที่อยู่ในประเทศนี้ ไม่ว่าเขาจะอยู่แห่งหนตำบลใดอยู่ที่ใดหากเราสามารถสอนให้คนเหล่านี้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นได้ นั่นคือสุดยอดของความปรารถนาที่เราอยากจะทำ ซึ่งเป็นไปตามปณิธานของม.ร.ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง"
การค้นคว้าวิจัย แสวงหาองค์ความรู้ แล้วนำองค์ความรู้นั้นกลับไปบริการแก่สังคมชุมชน บ้านเมืองโดยพิจารณาจากสภาพสังคมว่าสังคมมีปัญหาอะไรที่ซีเรียสมาก และเห็นว่าปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่ม.ร.จึงได้คิดโครงการรณรงค์ต่างๆ เพื่อต่อสู้และสกัดกั้นภัยยาเสพติดลงไปช่วยทุกภาคส่วนเป็นเรื่องที่ ม.ร.จะทำต่อเนื่องในปีต่อไป
ที่น่าตกใจ! เราพบว่าศักยภาพในการทำมาหากินของผู้คนในประเทศเรายังไม่โดดเด่น เมื่อเปรียบเทียบกับประชาชนในประเทศอื่นๆทั้งในเชิงเศรษฐกิจ เชิงรายได้ เราอยากช่วยพัฒนาศักยภาพในการทำมาหากินให้พี่น้องคนไทยโดยนำองค์ความรู้ที่ครูบาอาจารย์แสวงหา ค้นคว้า วิจัย ไปเสริมศักยภาพทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ
"สำหรับผู้วิจัย ที่ทำวิจัยเสร็จสิ้นแล้วและมีการตีพิมพ์เผยแพร่ จะมีเงินรางวัลเพิ่มเติมให้อีก 3-5 หมื่นบาทถ้าตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำที่มีชื่อเสียง ก็จะมีเงินรางวัลเพิ่มอีก เงินรางวัลนี้ก็น่าจะเป็นแรงจูงใจเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ทำวิจัยได้พอสมควร และทำให้เรามีนักวิจัยเพิ่มมากขึ้นในอนาคต"
เหนืออื่นใดรศ.คิม ชี้ว่า นอกจากจิตสำนึกรักองค์กรแล้วไม่พอต้องมีจิตสาธารณะถ้าคนในสังคมขาดจิตสาธารณะจะเป็นปัญหามาก บ้านเมืองจะขาดคนเสียสละ ขาดคนดูแลรับใช้บ้านเมืองมีแต่คนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมสร้างปัญหาใหญ่แก่สังคมในภายหลัง แต่ม.ร.ทำเรื่องซูเปอร์เซอร์วิสคือให้บริการที่ดีที่สุด ประทับใจที่สุด เป็นประโยชน์แก่ผู้รับบริการ นี่เป็นการปลูกฝังให้คนรามคำแหงมีจิตสาธารณะมีจิตใจที่จะดูแลคนอื่น รับใช้คนอื่น บริการคนอื่นให้มีความสุข ความประทับใจ และได้รับประโยชน์จากการบริการ
เพราะการเรียนที่รามฯได้อะไรมากกว่าที่คิด ดั่งคำกล่าวของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรีศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ม.ร. รหัสประจำตัว 26103922 ที่ว่า...
"เรียนรามได้อะไรมากกว่าที่คิด จึงเป็นคำกล่าวซึ่งเป็นความจริงอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเปิดโลก เปิดโอกาส ให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยในการค้นคว้าหาความรู้ และมีโอกาสศึกษาด้วยตนเอง ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของยุคปัจจุบัน ที่เราต้องการให้คนไทยใฝ่รู้ครับ"



