
เล่นหูเล่นตา-แกงไก่กับวันลอยกระทง
มาเสียเย็นเลยวันนี้
เสียงแม่ค้าหน้าตลาดคุณหญิงบุญมี ถ.จันทน์ ส่งเสียงทักทายฉันอย่างคุ้นเคย
“เก็บของได้แล้ว กรรมการรอผู้เข้าประกวดนางนพมาศอยู่”
“ที่ไหน?” แม่ค้ายิ้มฟันหลอรับมุก
“วัดไผ่เงิน … เป็นเทพีทารก 2,002 ศพ ไม่เอาเหรอ? … งั้นไปใกล้ๆ ภูเขาทองละกัน เป็นเทพีประตูผีแทน เร็วๆ ให้ว่อง เก็บของช่วงโพล้เพล้แบบนี้เราได้เปรียบบรรยากาศมะลังมะเลืองมองยังไงก็สวย …
แม่ค้าหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบอกชอบใจ เม้าท์เสร็จก็ก้าวเท้าเข้าตลาดอย่างมีจุดมุ่งหมาย แผงในตลาดดูบางตา แม่ค้าเก็บแผงเร็วเพราะจะรีบไปลอยกระทง ตลาดวายแล้วฉันคว้าโน่นคว้านี่จ่ายสตางค์แล้วยัดของลงไปในถุงผ้าใบโตซึ่งไม่พอของที่ใส่เสียที สุดท้ายก็ต้องแบกหลังแอ่นตามฟอร์ม
ไม่มีครั้งไหนที่มาตลาดแล้วเดินตัวปลิวเพราะมันไม่ใช่ฉัน มันรู้สึกโหวงเหวง ฉันรักที่จะหอบจะแบกข้าวของพะรุงพะรังมากกว่า
“อย่าปลดเปลื้องน้ำหนักจากหลังอูฐเพราะความเป็นอูฐของมันจะหายไป ”
จี เค เชสเตอร์ตัน (คศ.1874-1936)
ฉันเกิดมาเพื่อแบกภาระแห่งความรักอันหนักอึ้ง ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร และไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน มันก็คุ้มที่จะแลกกับความสุขและรอยยิ้มที่ได้คืนมาจากคนที่เรารัก
“เด็กเวร! … หูจะแตกอยู่แล้ว ทำไมมันไม่จุดใส่โอ่งแล้วมุดหัวไปฟังคนเดียวฟะ? ”
ฉันก่นด่าเด็กวัยรุ่นแถวบ้านที่จุดประทัด ขว้างเม็ดกระเทียมในช่วงเทศกาลต่างๆ รวมทั้งครั้งนี้เสียงมันลอยขึ้นมาทางระเบียงที่แม้จะอยู่บนชั้นสูงๆ ก็ยังดังเสียดหู ด่าไปก็หยิบของออกจากถุงผ้าไป ฉันตั้งหางกะทิไว้ที่เตาอันหนึ่งและก็เคี่ยวหัวกะทิไว้ที่เตาอีกอันในเวลาเดียวกัน …
หันไปล้างปีกไก่ที่แม่ค้าสับไว้ให้เอาลงไปต้มในหางกะทิที่เดือดแล้วกลับมาโขลกพริกขี้หนูเม็ดจิ๋วเพิ่มความเผ็ดให้กับพริกแกงที่เตรียมไว้หั่นเลือดไก่เป็นก้อนสี่เหลี่ยม เด็ดใบโหระพา ใบมะกรูด และมะเขือพวง เสร็จแล้วก็หั่นพริกชี้ฟ้าแฉลบบางๆ ไว้โรยหน้าแกง พอหัวกะทิเริ่มเดือดฉันก็ราไฟลงเคี่ยวไปเรื่อยๆ อย่างใจเย็น ฉันว่านอกจากร้องเพลงแล้วสิ่งที่ฉันรักอีกอย่างคือการทำอาหาร แต่เคยมีหมอดูทักว่าอย่าทำร้านอาหารเพราะจะเจ๊งคามือ (เคยมาแล้ว) เฮ้อ … แล้วจะให้ไปทำอะไรได้อีก วัยก็ปูนนี้ หน้าก็แบบนี้ ปากก็เท่านี้ คงต้องไปเปิดร้านหยำฉาแล้วเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ทองไพรำ” อย่างในละครมาลัยสามชาย ที่กินตัวละครผู้ชายไปเกือบครบทุกคนในเรื่อง ไม่อยากเป็นอย่าง “ลอออร” ที่มีผัวกี่คนก็มีอันเป็นไป ไม่เลิกก็ตาย ยังไม่ทันได้ร่วมสนุก เอ๊ย ร่วมชีวิตเท่าไหร่เลย …
เอ่อ … เพ้ออีกแล้ว กลับมาเคี่ยวกะทิต่อดีกว่า จู่ๆ ก็นึกถึงคำพูดของเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อ ปอม ซึ่งมีความรู้ความสามารถในเรื่องอาหารแบบไม่จบไม่สิ้น ถึงขั้นลางาน 1 ปี ไปเรียนทำอาหารที่สถาบันกอร์ดอง เบลอ ในอังกฤษเพื่อเก็บข้อมูลกลับมาเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับอาหารซึ่งเป็นงานอดิเรกที่เธอรักแล้วยังเอาเวลา (ที่ไหนไม่รู้) ไปสอนการทำอาหารในวิทยาลัยครูอีก ยังไม่พอเธอเอาเวลาว่างจากที่เรียนตอนอยู่อังกฤษไปทำงานเป็นเชฟในครัวโรงแรมระดับห้าดาวที่ควบคุมโดยเชฟระดับมิชลิน … เก่งจริงนะตัวแค่เนี่ย!
“น้องเก่งคะคุณพี่ … น้องเป็นเหมือน ใหม่ เจริญปุระ ทั้งร้อง ทั้งเต้น และเล่นละคร” ถึงเธอจะชอบพูดเล่นชวนขำอยู่ตลอด แต่เธอก็เป็นคนที่รักอาหารไทยและเชิดชูยกย่องยิ่งชีพ แม้จะได้ไปลองทำอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงมาแล้ว แต่เธอก็ยังกลับมาบอกฉันว่า …
"อาหารไทยน่ะเลิศที่สุดแล้วค่ะคุณพี่ อย่าไปเพ้อตามใครที่ไม่รู้จักอะไรดีพอแล้วบอกว่าอาหารชาติอื่นดีกว่าเรา น้องไปเรียนมารู้จักเครื่องปรุงแค่พริกไทยกับเกลือ ของไทยน่ะ มีทั้งน้ำปลา น้ำตาล มะขาม กะปิ ไม่จบไม่สิ้น การทำอาหารจะอร่อยไม่อร่อยก็แค่ใช้ลิ้นชิม อะไรไม่พอก็เติมเอา ไม่ต้องชั่งตวงวัดอะไรนักหนา กะเอาตามชอบแล้วมันก็อร่อยเอง แต่ต้องฝึกบ่อยๆ แค่นั้นแหละเราก็จะมีเสน่ห์ปลายจวัก ผัวรักผัวหลงแล้วล่ะคุณพี่ …"
อือ … ขลุกอยู่แต่ก้นครัว จะไปหาผัวเวลาไหนคะคุณน้อง? ยิ่งวัยขนาดคุณพี่แล้วจะโชว์เสน่ห์ปลายจวักด้วยการเชิญผู้ชายมาชิมอาหารฝีมือเราก็เกรงว่าจะเป็นการล่อลวงหรือล่อซื้อเสียชื่อคนหน้าตาดีอย่างเราที่ไม่มีอะไรให้เสียนอกจาก … เงิน!
“ว้าย … หม้อเดือด”
ฉันร้องกรี๊ดหันไปหาหม้อต้มไก่ที่เดือดจนล้นเสียงดังซู่ซ่า กลิ่นกะทิที่ล้นลงเตาหอมหอมไหม้ ลดไฟลงแล้วเทหัวกะทิที่เคี่ยวกับพริกแกงลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ ชิมๆ เติมๆ ตามที่คุณปอมบอก พอได้รสชาติที่ถูกใจก็ใส่เลือดไก่ มะเขือพวง ใบมะกรูด รอเดือด แล้วโรยใบโหระพากับพริกชี้ฟ้าลงไปยกลงจากเตา … สีสวยไม่แตกมัน กลิ่นหอมและหน้าตาดีกว่าครั้งก่อนที่ทำแล้วกะทิจับตัวกันเป็นก้อนเหมือนเอาไข่ตีใส่ลงไปแทนที่จะเททิ้งแล้วเคี่ยวกะทิใหม่ ฉันกลับดันทุรังทำต่อจนเสร็จเลยต้องทนกินแกงเขละๆ ไปหลายมื้อ ทรมานสุดๆ ด้วยความเสียดาย มันคงคล้ายๆ กับการมีแฟนที่เรามองเห็นข้อเสียบางอย่างของเขาแล้วเสียดายเวลาที่คบกันมาคิดเอาเองว่าความรักจะทำให้เราค่อยๆ เปลี่ยนเขาได้หรือต่างคนต่างปรับกันไปทนต่อไปสุดท้ายก็จบไม่สวย ถ้าคิดได้ก็ควรจบไม่ใช่คิดได้แต่ลองทนเอาจะยิ่งเสียเวลา เวลาที่ผ่านมามันไม่สำคัญกว่าเวลาที่เหลือที่เราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีความสุขแม้จะต้องอยู่ตัวคนเดียว … ว้า! เข้าตัวอีกแล้ว กินแกงดีกว่า ว่าแล้วฉันก็เอาแกงร้อนๆ ราดบนขนมจีน
“ ปุ … ปุ … ปุ ”
ฉันผละจากชามแกงแล้ววิ่งออกไปที่ระเบียงคอนโดมองดูท้องฟ้าในวันเพ็ญเดือน 12 ที่สว่างไสวขึ้นด้วยประกายไฟที่แตกออกเป็นดอกไม้หลากสีงดงามกระจ่างฟ้าในเวลาค่ำคืน พลุเป็นสิบๆ ลูกถูกจุดติดกันเนิ่นนานจนฉันอิ่มตาอิ่มใจไปกับมัน วันลอยกระทงไม่มีทั้งกระทงและคนร่วมอธิษฐาน …
มีเพียงฉันกับแกงเขียวหวานไก่ร้อนๆ …
เจนนิเฟอร์ คิ้ม



