
กฟก.เร่งปรับโครงสร้างหนี้คู่ฟื้นฟูอาชีพจัดติวเข้มแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรทั่วไทย
จากการที่สำนักงานฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ดำเนินการฝึกอบรมให้แก่ตัวแทนผู้นำเกษตรกร อนุกรรมการจังหวัด อนุกรรมการภูมิภาค พนักงานสาขา และตัวแทนศูนย์ฝึกอบรมในภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่เกษตรกร ตามมติคณะรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ซึ่งสำเร็จไปแล้วบางส่วนนั้นปรากฏว่า มีหน่วยงานที่เข้ารับฝึกอบรมจำนวน 212 หน่วย และในขณะนี้ ในพื้นที่ภาคเหนือเริ่มมีการฝึกอบรมหลักสูตรให้แก่ผู้นำองค์กรไปแล้ว 2 จังหวัด คือ จ.แพร่ และจ.น่าน ส่วนในพื้นที่ภาคกลางก็ได้รับการฝึกอบรมไปแล้วจำนวน 26 หน่วย ส่วนภาคอื่นๆ จะเร่งดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าในวันที่ 30 ธันวาคม จะสามารถดำเนินการบรรลุตามเป้าหมายต่อไป
"ภารกิจกองทุนตอนนี้เราจะทำควบคู่กันไปคือการปรับโครงสร้างหนี้และการฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกร สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือสหกรณ์ แบงก์รัฐ และแบงก์พาณิชย์ ในส่วนของแบงก์รัฐ 4 แห่งอยู่ระหว่างการตีความของกฤษฎีกา ส่วนแบงก์พาณิชย์ผมเพิ่งไปคุยกับสมาคมธนาคารมาคงไม่มีปัญหาคิดว่าเร็วๆ นี้คงได้ข้อสรุปทั้งหมด ระหว่างนี้เราก็เปิดหลักสูตรการฝึกอบรมฟื้นฟูอาชีพแก่สมาชิกไปด้วย" วิชิต จันทะแจ้ง รักษาการเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เผยกับ "คม ชัด ลึก"
สำหรับหลักสูตรฝึกอบรมอาชีพนั้น สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ได้ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกรกลุ่มที่ 1 คือ เกษตรกรที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 ที่เป็นสมาชิกของกองทุนฟื้นฟูฯ จำนวน 8 หมื่นรายเข้ารับการฝึกอบรมในเบื้องต้น ซึ่งจนถึงขณะนี้มีเกษตรกรเข้ามารายงานตัวและแสดงความจำนงที่จะเข้ารับการฝึกอบรมรุ่นแรก แบ่งเป็นดังนี้ เกษตรกรจำนวน 37,266 ราย ผู้นำองค์กรจำนวน 8,328 ราย รวมทั้งสิ้นจำนวน 45,589 ราย (ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2553) โดยสาขาจังหวัดกำลังเตรียมพร้อมในการฝึกอบรมรุ่นแรก และเร่งเตรียมการฝึกอบรมรุ่นต่อไป ให้บรรลุตามเป้าหมายในวันที่ 31 ธันวาคม 2553
"หัวใจการฝึกอบรมให้เกษตรกร คือ ให้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะเดียวกันศูนย์ก็จะเป็นตัวช่วยถ่ายทอดกระบวนการให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ต้องช่วยทำให้ระเบิดออกมาจากภายในและให้ค้นหาตัวเองว่าเป็นเพราะอะไรถึงได้เป็นอยู่อย่างนี้" นายวิชิต กล่าวและว่า เกษตรกรผู้เข้ารับการฝึกอบรมยังจะได้รับความรู้เฉพาะด้าน เช่น ปราชญ์ชุมชน มาถ่ายทอดความรู้ เล่าประสบการณ์ให้รับทราบตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืนอีกด้วย โดยเกษตรกรที่เข้ารับการฝึกอบรมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตามในส่วนของเนื้อหาวิชาหลักนั้นจะเหมือนกัน แต่อาจมีความแตกต่างกันในรายละเอียด เช่น การลดต้นทุนในพื้นที่ภาคกลาง เน้นเรื่องการทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ เพื่อลดต้นทุนการทำนา เป็นต้น หากเป็นองค์กรที่มีสมาชิกทำอาชีพการประมง ก็จะเป็นการลดต้นทุนเรื่องวัตถุดิบอาหารสัตว์น้ำ หากเป็นองค์กรที่มีการเลี้ยงวัวจำนวนมาก ก็จะเป็นการลดต้นทุนอาหารสัตว์ ซึ่งในทุกพื้นที่จะมีกรอบเนื้อหาเดียวกัน จะแตกต่างกันก็ตรงที่การปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับสภาพปัญหา ความต้องการอาชีพ และสภาพภูมินิยมที่แตกต่างกัน จึงไม่ใช่หลักสูตรกลางที่เป็นสูตรสำเร็จทั่วประเทศ
สำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นเกษตรกร หลักสูตรการฝึกอบรมจะเน้นวิเคราะห์ปัญหา และหาแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินในระดับครัวเรือน โดยการฟื้นฟูอาชีพ หลักสูตรอาชีพรอง, อาชีพเสริม และเรียนรู้การนำเสนอ โครงการฟื้นฟูอาชีพ ผ่านกระบวนการขององค์กรเกษตรกร ส่วนหลักสูตรผู้นำองค์กร เน้นการดูแลและฟื้นฟูอาชีพหลัก, อาชีพรองของสมาชิก โดยกระบวนการขององค์กร เน้นการแก้ปัญหาหนี้สินของสมาชิก โดยองค์กรเข้าไปมีบทบาทในการดูแลและติดตามให้การฟื้นฟูอาชีพหลัก และสร้างรายได้เสริมจากอาชีพรองของสมาชิกในองค์กร สามารถแก้ปัญหาหนี้สิน สร้างรายได้เพิ่มและมีเงินชำระคืนเงินกู้ ตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับสถาบันการเงิน
ขณะที่ เกรียงไกร พานอ่อง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ กล่าวเสริมว่า หลังจากเกษตรกรผ่านการฝึกอบรมไปแล้ว คาดว่าจำนวน 80-90% จะได้รับการฟื้นฟูทันที และสามารถช่วยเหลือตนเองให้มีอาชีพที่มั่นคง และสามารถนำรายได้ชำระคืนแก่สถาบันการเงินต่อไป
จะเห็นได้ว่า กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรจำนวน 5.1 แสนราย ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ เริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ซึ่งคาดว่า เกษตรกรจำนวน 8 หมื่นราย จากกลุ่มที่ 1 จะได้รับการฟื้นฟูและขจัดหนี้ให้บรรลุตามเป้าหมาย ส่วนเกษตรกรกลุ่มที่เหลืออีก 45% จากจำนวน 5.1 แสนราย สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ก็จะได้ติดตามเพื่อนำมาขึ้นทะเบียนให้ครบ แล้วดำเนินการฝึกอบรมจนกว่าจะครบตามเป้าหมายต่อไป
แจงฟ้องศาลหวังสกัดงานสนองนโยบายชะงัก
สืบเนื่องจากแกนนำเกษตรกรจำนวนกว่า 100 คนยื่นฟ้องรักษาการเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) และคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ต่อศาลปกครองเพื่อระงับการใช้จ่ายเงินงบประมาณปี 2553 เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าไม่เป็นไปตามภารกิจหรือหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้รับการชี้แจงจากรักษาการเลขาธิการกฟก."วิชิต จันทะแจ้ง" โดยระบุว่าเป็นการหาเรื่องของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนเพียงหวังผลประโยชน์บางอย่าง ซึ่งจะส่งผลให้ภารกิจในการปรับโครงสร้างหนี้ตามนโยบายรัฐบาล อันเป็นประโยชน์ของเกษตรกรทั้งประเทศจะต้องหยุดชะงักลง
วิชิต เผยต่อว่า สำหรับประเด็นการร้องเรียนนั้นมีอยู่ 2 ประเด็น ซึ่งประเด็นแรกกล่าวหาว่าการปรับโครงสร้างหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ทั้งที่ได้ชี้แจงทำความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่ทำไมคนกลุ่มนี้จึงไม่เข้าใจหรือมีเจตนาที่จะไม่เข้าใจกันแน่ ซึ่งหากไม่เข้าใจจริงๆ ก็ควรจะพูดคุยทำความเข้าใจกันมากกว่าที่จะไปฟ้องศาล เพราะอาจทำให้ภารกิจสำคัญซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่กำลังเดินหน้าจะต้องหยุดชะงักลง
ส่วนประเด็นที่สองมีการกล่าวหาว่ามีการแจกเงินให้เกษตรกรเป็นรายหัว ในโครงการฝึกอบรมฟื้นฟูอาชีพ ทั้งที่จริงแล้วค่าใช้จ่ายสำหรับการฝึกอบรมในแต่ละครั้งนั้นจะผ่านทางกลุ่มเกษตรกรหรือองค์กรเกษตรกรเท่านั้น ไม่ได้ให้เป็นรายบุคคล ส่วนเม็ดเงินที่ให้การสนับสนุนจะเป็นเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหารายละเอียดหลักสูตรนั้นๆ ด้วย ที่สำคัญทางกลุ่มเกษตรกรหรือองค์กรเกษตรกรที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการก็จะมีงบประมาณร่วมสมทบด้วย
"อย่างบางกลุ่มเกษตรกร เขาก็มีงบอยู่แล้ว 5 หมื่น ทางกองทุนก็สมทบให้อีก 5 หมื่น ส่วนจำนวนคนที่เข้าร่วมอบรมจะกี่คนก็ได้ ขึ้นอยู่กับกลุ่มหรือองค์กรของเขาจะดำเนินการ จะ 50 คน 100 คนก็ได้ มันเป็นสิทธิของเขาเป็นผู้ตัดสินใจ เพียงแต่หลักสูตรเราจะเป็นกำหนด ส่วนเนื้อหารายละเอียดก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่" รักษาการเลขาธิการกองทุนฟื้นฟูฯ กล่าวย้ำ พร้อมเรียกร้องให้เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่เข้าใจในรายละเอียดทั้งการปรับโครงสร้างหนี้และการฝึกอบรมฟื้นฟูอาชีพก็ให้มาสอบถามที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ โทร.0-2618-7877 ทุกวันในเวลาราชการ
สุรัตน์ อัตตะ



