ไลฟ์สไตล์

จี้อุดมศึกษาปรับกระบวนทัศน์ผลิตงานวิชาการ

จี้อุดมศึกษาปรับกระบวนทัศน์ผลิตงานวิชาการ

25 พ.ย. 2553

ประธานกกอ. จี้อุดมศึกษาปรับกระบวนทัศน์ ผลิตงานวิชาการสายสังคมเพิ่มขึ้น หวังงานวิจัยรับใช้ ทำประโยชน์เพื่อสังคม ขณะที่นักวิชาการ ติงระบบกยศ.คัดสรรเด็กยากจนห่วย แนะจับมือท้องถิ่นคัดเลือกเด็กยากจนมากู้กยศ. พร้อมให้ทุนฟรีค่าครองชีพ พร้อมฝากภาครัฐทุบกระทรวงศึก

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2553 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น แผนงานสร้างเสริมการเรียนรู้กับสถาบันอุดมศึกษาไทยเพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดี(นสธ.) สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดเวทีนโยบายสาธารณะปฎิรูปประเทศไทย ปฎิรูปการศึกษาไทย โดยมี ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เปลี่ยนกระบวนทัศน์อุดมศึกษาไทย” ตอนหนึ่งว่า

 การศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นการศึกษาที่กำลังเดินเข้าสู่หนทางหายนะ เพราะการศึกษาตอนนี้เป็นการศึกษาแบบปากพูด ไม่ได้มีการคิดใหม่ ทำใหม่ ทั้งๆ ที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง ดังนั้น อุดมศึกษา ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่มีคนที่มีปัญญาสูง แม้ไม่เก่งในการใช้ปัญหา แต่ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการทัศน์ใหม่ โดยกำหนดสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ สร้างงานวิชาการสายสังคมเพิ่มมากขึ้น หรือให้เท่าเทียมกับงานวิชาการหลัก เพราะตอนนี้มีน้อยมาก และที่สำคัญอุดมศึกษาต้องไม่ใช่เป็นกลไกของรัฐบาล แต่ต้องคำนึกว่าเป็นสถาบันที่รับใช้สังคม ทำความเข้าใจ เรียนรู้ทักษะ การทำประโยชน์ บริการรับใช้สังคม โดยเอาสังคมเป็นตัวตั้งไม่ใช่เอาวิชาการความรู้ของตัวเองเป็นตัวตั้ง และต้องเชื่อมโยงการทำงานเข้ากับสังคม ชุมชน หรือหน่วยงานที่ดูแลคน ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม

  ศ.ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ อาจารย์คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่านโยบายการคลังเพื่อการศึกษาที่ผ่านมาพยายามลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยได้ เพราะคนรวยมีมรดกทุนมนุษย์ มีทรัพย์สินของพ่อแม่ ยังคงมีโอกาสดีๆ ในชีวิต การเข้าเรียนอุดมศึกษามากกว่าคนจน และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือกยศ. การเปิดโอกาสให้คนจนได้กู้ยืมเงินเรียน แต่จริงๆระบบกยศ. เป็นระบบที่ห่วย ไม่ได้คัดสรรคนจนจริงๆ เพราะการที่กยศ.มอบหน้าที่ให้มหาวิทยาลัยเลือกเด็ก ในความเป็นจริงจะมีมหาวิทยาลัยสักกี่แห่งที่ลงไปดูฐานะความเป็นอยู่ของนักเรียน นักศึกษาจริงๆ ว่ามาจากครอบครัวยากจน

 ศ.ดร.ดิเรก กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาพยายามผลักดันให้มีการปรับเปลี่ยนระบบกยศ.จากที่มอบให้มหาวิทยาลัยไปคัดเลือกเด็กจนในมหาวิทยาลัย ให้มีกยศ.ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำงานร่วมกับท้องถิ่นในการคัดสรรเด็กยากจนในแต่ละท้องถิ่นจริงๆ และแบ่งเงินกู้ออกเป็นสองส่วน โดยในส่วน ค่าเล่าเรียน อาจให้กู้ยืม แต่ในส่วนของค่าครองชีพ น่าจะเป็นทุนให้ฟรี เพราะเด็กยากจนจบไปเงินเดือนที่ได้ก็ไม่มากมาย พอไม่มีเงินส่งก็เป็นหนี้ กลายเป็นว่ากยศ.ทำให้เด็กยากจนเป็นหนี้เพิ่ม สำหรับการทำงานกับท้องถิ่นนั้น ก็อาจตั้งคณะกรรมการมาจากหลายๆ ฝ่าย และไม่ใช่ว่าจะให้ท้องถิ่นคัดกรองแต่เป็นการคัดกรองร่วมกัน โดยเริ่มแรกอาจเลือกมาสัก 500 ท้องถิ่นก่อน

 รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการกกอ. กล่าวว่า เห็นด้วยหากมีการเปลี่ยนระบบกยศ.ให้มีการคัดสรรเด็กยากจนในพื้นที่จริงๆ แต่มองว่านอกจากจะคัดสรรร่วมกับท้องถิ่นแล้ว น่าจะดึงอุตสาหกรรม สถานประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการคัดสรร โดยให้อุตสาหกรรม สถานประกอบการ ไปเลือกเด็กยากจนในท้องถิ่น มากู้ยืมกยศ. แต่เมื่อเด็กจบออกมา สถานประกอบการ อุตสาหกรรมต้องรับเด็กที่เลือกเข้าทำงาน ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะสามารถช่วยเด็กยากจนที่จบออกมามีงานทำ มีเงิน และสามารถชำระหนี้กยศ.ได้

 รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย หรือ TDRI กล่าวว่าการพัฒนาการศึกษาไมว่าจะอดีตหรือปัจจุบันจะเน้นการพัฒนาสายวิสามัญ หรือมัธยมศึกษา แต่ปล่อยปะละเลยสายช่างหรือสายอาชีพ ทำให้ตอนนี้ประเทศกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างมาก ทั้งๆ ที่เรามีบัณฑิตปริญญาตรีจำนวนมากที่ว่างงาน เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับสมดุลระหว่างกำลังคนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) และปริญญาตรีให้สมดุลกัน อย่างไรก็ตามปัจจุบันแผนการผลิตแรงงานผิดเพี้ยนจากสภาพความเป็นจริง และศักยภาพในการผลิตตกต่ำ การศึกษาจึงต้องปรับระบบการพัฒนาให้ครบวงจร บูรณาการได้ มีมาตรฐาน ทิศทางการผลิตแรงงานที่มีความพร้อม มีศักยภาพ ภายใต้นโยบายทีเล็งเห็นถึงปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เดินตามรอยที่คิดว่าหลายๆ คนต้องเห็นด้วย

 รศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวว่าตอนนี้การศึกษาไม่ใช่เป็นเวลาปฎิรูป แต่ต้องปฎิวัติ เพราะระบบราชการที่ใช้ในการบริหารจัดการโรงเรียน อุดมศึกษา ทำให้ระบบการศึกษาเลวลงเหมือนกันหมด อีกทั้งพฤติกรรม สภาพแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงทุนนิยมทำให้เด็กรู้จักแต่การแข่งขัน ทำให้เด็กเห็นแก่ตัว ไม่รู้จักการช่วยเหลือเพื่อน เพราะกลัวเพื่อนได้ดีกว่า ขณะที่ครูขาดจิตวิทยาของผู้สอน ทำลายความมั่นใจ อัตลักษณ์ของเด็ก ดังนั้น หากจะปฎิวัติการศึกษาให้ดีขึ้น ภาครัฐต้องทุบกระทรวงศึกษาธิการให้เล็กลง แล้วกระจายอำนาจแบบยืดหยุ่นไปยังโรงเรียน อุดมศึกษา ให้บริหารจัดการเอง ปรับมาตรฐาน ยกระดับคุณภาพ เด็ก ครูให้สูงขึ้น