
หนุน"ท้อง"ไม่พร้อมดันเป็นวาระแห่งชาติ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยุค "อิสสระ สมชัย" นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ประกาศ ไฟเขียวจะจัดทำร่างยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมร่วมกับภาครัฐและเอกชน
เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนพฤศจิกายน 2553 นี้ และดันประกาศเป็นวาระแห่งชาติในการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรีในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้นั้น ในมุมมองของ" รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์ "นักวิจัยผู้มีบทบาทด้านผู้หญิง ระดับแถวหน้าของเมืองไทยสนับสนุนแนวคิดนี้แต่...
รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์ อดีตอาจารย์สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) นักวิจัยผู้มีบทบาทด้านผู้หญิงเมื่อตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์และการตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ สนับสนุน "ท้องไม่พร้อมเป็นวาระแห่งชาติ" ว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะปัญหาการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์นั้นมีการต่อสู้กันมานานมาก อีกทั้งเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับสังคมที่มีความละเอียดอ่อน เชื่อมโยงถึงปัญหาในด้านการศึกษา กฎหมาย ศีลธรรมหลักคิดทางศาสนา และยังมีบรรทัดฐาน ความเชื่อทางสังคมอื่นๆ ระหว่างชายหญิงที่ละเอียดถูกหล่อหลอมอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน
หากเมื่อไหร่สังคมรู้ว่าผู้หญิงคนหนึ่งตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์จะมีการโต้เถียงกันในหลายระดับไม่ว่าจะเป็นระดับครอบครัว โรงเรียนและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับผู้หญิงคนนั้นอยู่ในระดับที่สังคมสนใจ ติดตามมากแค่ไหน
แต่ในขณะนี้ไม่อยากให้มุ่งประเด็นไปที่การตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่นเท่านั้น เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เรามุ่งเป้าไปที่วัยรุ่นเพียงวัยเดียว กลุ่มวัยรุ่นก็จะถูกมองว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มตั้งท้องโดยไม่เหมาะสม และเป็นการพุ่งเป้าไปที่วัยรุ่นมากเกินไป สังคมที่มองว่าวัยรุ่นมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมก็จะยิ่งพุ่งเป้าไปที่วัยรุ่นมากขึ้นๆ
จึงอยากเห็นกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่ถือว่าเป็นแม่งานใหญ่ในการขับเคลื่อนท้องไม่พร้อมเป็นวาระแห่งชาติ หากแต่ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ โดยเฉพาะเอ็นจีโอที่ทำงานด้านนี้ด้วย อีกทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ต้องลดความเป็นราชการลงบ้าง บางเรื่องต้องทำงานอย่างยืดหยุ่น และต้องอาศัยความคล่องตัวก็ต้องปรับตัวเอง
ทั้งนี้ควรมองภาพของปัญหาการท้องโดยไม่พร้อมให้เป็นภาพที่กว้างกว่าเดิม และไม่ใช่วัยรุ่นเท่านั้นที่ประสบปัญหานี้ ยังมีคนในหลายๆ วัยที่ท้องโดยไม่พร้อม และถูกตีตราว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี มีทางออกและมีทางเลือกในการแก้ปัญหาที่หลากหลาย ทุกวันนี้ยังมีการศึกษาด้านท้องแล้วไม่พร้อมน้อยมาก ทางเลือกใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับผู้หญิงซึ่งประสบปัญหาเหล่านี้ก็มีน้อย การเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงจึงเป็นเรื่องที่ควรกระทำ
"ปัญหาที่ผู้หญิงคนหนึ่งท้องแล้วไม่พร้อมจึงมิใช่การแก้ปัญหาโดยมีสูตรสำเร็จเพียงสูตรเดียว แต่ต้องมีทางเลือกในการแก้ปัญหานี้ให้หลากหลายและครอบคลุมมากพอ และไม่ควรมองปัญหาแค่กลุ่มคนกลุ่มเดียวที่เป็นวัยรุ่นเท่านั้น การให้ข้อมูลความรู้ และความสัมพันธ์ของคนในสังคมที่มีต่อปัญหา หรือการเปิดโอกาสให้คนที่ประสบปัญหานี้ได้มีทางเลือก มีการผ่อนปรนเรื่องกฎหมายที่มากขึ้นในเรื่องการทำแท้ง ซึ่งจะทำให้ปัญหาการทำแท้งเถื่อนลดลง ตลอดถึงผู้คนที่จะทำงานและเชื่อมโยงปัญหานี้ให้สังคมเข้าใจ ต้องมีความเข้าใจในผู้คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้"
ดังนั้นคนทำงานด้านนี้หรือคิดจะขับเคลื่อนงานด้านนี้ต้องทำก็คือ พยายามเปิดใจตัวเองและถึงจะสามารถเปิดใจคนอื่นได้ เพราะผู้ที่ท้องโดยไม่พร้อมนั้นมีปัญหาที่ลึกและมีรายละเอียดมากมาย ถ้าคนใดที่ไม่เคยเผชิญกับปัญหาเหล่านั้นจะไม่เข้าใจ และมองไม่เห็นปัญหา จะตัดสินปัญหาด้วยความไม่เข้าใจ
"ดังนั้นอยากเห็นกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เปิดพื้นที่ให้แก่ผู้ที่มีประสบการณ์ที่ท้องโดยไม่พร้อมได้ ถ่ายทอดออกประสบการณ์ บอกเล่าเรื่องราว บอกเล่าประเด็นปัญหา จากประเด็นปัญหาที่เราเรียกกันว่า Personal Troubles หรือปัญหาส่วนตัว ทำอย่างไรให้ประเด็นเหล่านี้เป็นปัญหาสาธารณะขึ้นมา เพราะอย่าลืมว่าปัญหาส่วนตัวมันเชื่อมโยงกับสังคมอย่างยากที่เราจะปฏิเสธได้ ดังนั้นปัญหาท้องไม่พร้อมแม้คนส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นปัญหาส่วนตัว หากแต่มันเชื่อมโยงถึงสังคมและเป็นปัญหาที่ลึกซึ่ง มีผลกระทบต่อภาพรวมของสังคม" รศ.ดร.นภาภรณ์กล่าวในที่สุด



