
ยูเนสโกแก้เกณฑ์ขึ้นทะเบียนมรดกโลก
ยูเนสโก แก้เกณฑ์ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เน้นต้องเป็นสากล - เข้มแผนบริหารเส้นเขตแดนชัดเจน ชงกก. 21 ประเทศที่บาห์เรน ไฟเขียวเดือนมิ.ย. ปี 2554
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 นางโสมสุดา ลียะวณิช อธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมและในฐานะคณะกรรมการมรดกโลก เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมประชุมคณะทำงานการปรับปรุงแก้ไขแนวทางปฏิบัติการขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกตามอนุสัญญามรดกโลก ที่สำนักงานใหญ่ยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้เป็นการแก้ไขแนวปฏิบัติฯ ต่อจากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ ที่ประเทศบราซิล เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีการแก้ไขในส่วนภาคผนวก 5 ข้อ 3 ที่ว่าด้วยเรื่องรูปแบบและความสำคัญของการนำเสนอข้อมูลของแหล่งมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อขึ้นทะเบียนในบัญชีมรดกโลก รวมทั้งข้อบัญญัติอื่นๆ เช่น ข้อ 119 เรื่องการใช้แหล่งมรดกอย่างยั่งยืน ข้อ 137 เรื่องการเสนอแหล่งมรดกต่อเนื่องกัน และข้อ 163, 164, 165, 166 และ 167 ที่ประชุมได้หารือเรื่องแหล่งมรดกที่ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว ควรต้องปรับปรุงเส้นเขตแดนให้ชัดเจนมากขึ้น และการปรับปรุงคุณสมบัติของแหล่งมรดกนั้นๆ รวมทั้งชื่อของแหล่งมรดกโลกด้วย
“ภาคผนวก 5 ข้อ 3 ที่แก้ไขได้เน้นถึงความสำคัญของแหล่งมรดกควรจะได้รับการขึ้นทะเบียน โดยเนื้อหาจะคล้ายของเดิม แต่ปรับข้อความให้กระชับขึ้น ซึ่งที่ประชุมย้ำให้ประเทศที่จะเสนอขึ้นทะเบียนต้องเขียนรายละเอียดในข้อ 3 ให้ชัดเจน และแสดงให้เห็นว่าทำไมแหล่งมรดกแห่งนี้จึงมีความสำคัญโดดเด่นเป็นสากล และต้องเขียนอย่างระมัดระวังให้สอดคล้องกับความต้องการของแนวปฏิบัติในการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย แต่ไม่ต้องกล่าวถึงแผนบริหารจัดการในข้อนี้ เพราะจะต้องเขียนอย่างละเอียดในข้ออื่นอยู่แล้ว ส่วนในเรื่องของความสมบูรณ์ของแหล่งและความเป็นของแท้ดั้งเดิมของแหล่งให้แยกออกเป็น 2 ส่วนและให้เขียนอย่างชัดเจนในข้อนี้ด้วย” นางโสมสุดา กล่าว
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องความสำคัญการปกป้องรักษาและความจำเป็นในเรื่องการบริหารจัดการแหล่งมรดกซึ่งประเทศสมาชิกจะต้องระบุให้ชัดเจนถึงแผนดังกล่าวว่าจะมีการบริหารจัดการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวอย่างไร และวิเคราะห์ศึกษาเปรียบเทียบแหล่งที่จะขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกว่า มีแหล่งมรดกอื่นที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกันหรือไม่ ไม่ว่าแหล่งนั้นจะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกหรือไม่ก็ตาม โดยให้เน้นความสำคัญของแหล่งว่ามีความสำคัญในระดับชาติและระดับนานาชาติอย่างไร เพื่อแสดงให้เห็นว่าจะไม่มีการเสนอแหล่งมรดกโลกในลักษณะเดียวกันในอนาคต อย่างไรก็ตามผลสรุปจากการประชุมครั้งนี้ประธานคณะทำงานเสนอให้คณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ พิจารณาเห็นชอบในประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 35 เดือนมิถุนายน 2554 ที่ประเทศบาห์เรน



