
เสธ.หนั่นเผยเลิกประกาศห้ามขายเหล้าช่วงสงกรานต์
พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือ และดำเนินการในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยลดความสูญเสียจากการเกิดอุบัติภัยบนท้องถนนให้ลดน้อยลง เผยคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติมีมติไม่ประก
(2 เม.ย.) เมื่อเวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมกระทรวงมหาดไทย พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมทางไกลผ่านระบบ Video Conference เพื่อมอบนโยบายการป้องกันอุบัติเหตุเนื่องในเทศกาลสงกรานต์เดือนเมษายน ปี 2552 ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 76 จังหวัด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการตำรวจจราจร ผู้บังคับการตำรวจภูธรทุกจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง รวมทั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายอำเภอ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ และผู้อำนวยการเขตทุกเขตในกรุงเทพมหานคร อย่างพร้อมเพรียงกัน
โอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสพบปะและพูดคุยกับผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการของรัฐบาล ในการป้องกันอุบัติเหตุเนื่องในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้เป็นอย่างมาก โดยคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบกับมาตรการส่งเสริมคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ และนายกรัฐมนตรีได้ประกาศคำขวัญเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ปี 2552 ซึ่งถือเป็นวันปีใหม่ของไทย คือ “สงกรานต์ สมานสามัคคี สืบทอดประเพณี ทุกชีวีปลอดภัย”
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรณรงค์และการลดอุบัติภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่สำคัญๆ ดังเช่น เทศกาลสงกรานต์ ซึ่งทุกๆ ปี แม้ว่ารัฐบาลจะได้มีมาตรการต่างๆ เพื่อการลดอุบัติภัย รวมถึงความพยายามเข้มงวดกวดขันด้านจราจร และการรณรงค์ “เมาไม่ขับ” แต่ยังปรากฎว่า สถิติอุบัติภัยบนท้องถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและอยู่ในระดับสูง โดยจากสถิติในปี 2551 อุบัติเหตุสูงสุดสะสม 7 วัน เกิดขึ้นบนถนนนอกเขตทางหลวงแผ่นดินถึง ร้อยละ 61.35 (หมายถึง ถนน อบต. หมู่บ้าน ในเขตเทศบาลและถนนทางหลวงชนบท) และเกิดบนถนนทางหลวงแผ่นดินร้อยละ 32.45 อีกทั้งยังพบว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ร้อยละ 62.17 เกิดขึ้นในช่วงกลางคืน และ ร้อยละ 37.83 เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางวัน และประเภทของรถที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 81.63 และรถปิคอัพร้อยละ 11.22
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ความสูญเสียอันเนื่องจากอุบัติภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะการบาดเจ็บ เสียชีวิตของประชาชนจำนวนมากในแต่ละปี จึงเป็นการสูญเสียของทรัพยากรบุคคลอันประเมินค่ามิได้ของประเทศ และในช่วงระยะ 1 -2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสสังคมจากหลายภาคส่วนต้องการให้รัฐบาลประกาศให้มีการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากมีข้อมูลว่า สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่มาจากผู้ที่ขับขี่รถยนต์เมาสุรา
อย่างไรก็ตาม มีอีกหลายภาคส่วนในสังคมที่เห็นว่าการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะเป็นการซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน เนื่องจากในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเดินทางเข้ามาเที่ยวในช่วงนี้กว่า 80,000 คน ดังนั้น หากมีการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลดังกล่าว จะส่งผลกระทบทางด้านจิตวิทยาต่อนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย อีกทั้งมาตรการตามกฎหมายในการควบคุมการจำหน่าย การดื่ม และกฎหมายจราจรทางบกที่กำหนดบทลงโทษผู้ที่เมาแล้วขับก็มีมาตรการลงโทษที่รุนแรงอยู่แล้ว แต่ต้องการการบังคับใช้ที่เข้มงวดมากขึ้น
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 2 ซึ่งตนเป็นประธาน ได้ประชุมร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาในเรื่อง ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่วมกันว่า การดำเนินการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะก่อให้เกิดผลกระทบทางลบมากกว่าผลดี ดังนั้น คณะกรรมการจึงมีมติไม่ประกาศห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่ยังเห็นว่าการประกาศห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางศาสนาเป็นมาตรการที่เหมาะสม จึงได้มีมติที่จะเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันสำคัญทางศาสนา ตามที่คณะรัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการ ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ซึ่งร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอลงนามโดยนายกรัฐมนตรี และจะมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ปัญหาการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรทางบกจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นอุบัติเหตุที่เกิดกับรถจักรยานยนต์ และเกิดบนถนนสายรอง สายย่อย ดังนั้น เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยว หรือเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนา เพื่อร่วมเฉลิมฉลองประเพณีสงกรานต์ จึงขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือและมีการดำเนินการในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
โดยรองนายกรัฐมนตรีได้มอบแนวทางเพื่อการปฏิบัติตามนโยบายให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดังนี้
1. ดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับจราจรทางบกอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทางบก ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้
2. หน่วยงานต่างๆ ของรัฐต้องประสานงานกันให้มากขึ้นระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ตำรวจ สรรพสามิต ขนส่ง ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และองค์กรปกครองท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน
3. จัดตั้งกลุ่มเฝ้าระวังอุบัติเหตุในระดับตำบล หมู่บ้าน โดยความร่วมมือของประชาชนในท้องถิ่น ผ่านเครือข่ายอาสาสมัครต่าง ๆ เช่น อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)
4. จัดตั้งด่านตรวจตรวจบนถนนสายรองให้มากขึ้น เช่น ถนน อบต. หมู่บ้าน ในเขตเทศบาลและถนนทางหลวงชนบท เพื่อการลดจำนวนอุบัติเหตุบนถนนสายรอง โดยมีเป้าหมายหมู่บ้านทั่วประเทศ ประมาณ 70,000 ด่าน
5. สร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นในทุก อบต. ทุกเทศบาล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด เช่น การให้รางวัลหมู่บ้านตัวอย่างที่สามารถลดอุบัติเหตุ โดยขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับไปดำเนินการ
6. เร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งผู้ดื่มและผู้ขาย โดยใช้กลไกรวมไปถึงวิทยุชุมชนทุกแห่ง ชี้ให้เห็นความสูญเสียจากอุบัติเหตุ โดยมีสาเหตุสำคัญที่สุดก็คือสุรา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้มอบแนวทางเพื่อการปฏิบัติตามนโยบายในเรื่องดังกล่าวให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดังนี้
1. ดำเนินการตามมาตรการสำคัญและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด อาทิเช่น การตรวจจับความเร็ว การตรวจจับความเมา การตรวจจับขับขี่จักรยานยนต์ไม่สวมหมวกกันน็อคและซ้อนท้ายเกินอัตรา ตรวจจับรถยนต์ปิคอัพ บรรทุกผู้โดยสารกระบะท้าย เป็นต้น
2. เตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการทำงาน
3. จัดชุดปฏิบัติการให้พร้อมในการปฏิบัติ เช่น ชุดตรวจจับความเร็ว ชุดตรวจจับความเมา
4. เตรียมสถานที่ ณ สถานีตำรวจ จุดตรวจ 24 ชั่วโมง จุดสกัดจับ และเคลื่อนที่เร็ว ด่านตรวจถาวร
5. จัดเตรียมข้อมูลข่าวสาร และแผนที่เส้นทางเดินรถและแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น
6. ร่วมมือกับหน่วยราชการ และประชาชน ในการให้ความรู้และร่วมมือในการลดอุบัติเหตุ และท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย เช่น กรมทางหลวงแผ่นดิน อบต. อบจ. โรงพยาบาล สถานีอนามัย กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน
7. จัดชุดตำรวจมวลชนสัมพันธ์ ให้ความรู้ความเข้าใจในการป้องกันอุบัติเหตุ และท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย
8. เตรียมการรักษาพยาบาล และการกู้ภัย โดยการจัดชุดกู้ภัย รักษาพยาบาลเคลื่อนที่เร็ว เพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ
9. จัดตั้งกองอำนวยการเพื่อการประสานงานและการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ การจัดทำแผนเผชิญเหตุ 10. รวบรวมสถิติ ข้อมูล เพื่อการวิเคราะห์วางแผนการรณรงค์ป้องกันการลดอุบัติเหตุ รวมถึงการจัดทำระบบสถิติข้อมูล เพื่อการรายงานให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
สำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขนั้น รองนายกรัฐมนตรีขอให้เน้นใน 2 เรื่อง คือ 1. อบรม เผยแพร่ให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง เกี่ยวกับโทษของการดื่มแอลกอฮอล์ โดยผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ประจำหมู่บ้าน สถานีอนามัยต่างๆ เป็นต้น และ 2. บูรณาการในการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และตำรวจในการทำความเข้าใจกับประชาชนให้รับรู้ถึงมาตรการสำคัญ และการบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ ของรัฐ เพื่อการลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์
ในด้านสังคม รองนายกรัฐมนตรีได้ขอความร่วมมือไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนา เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้คณะสงฆ์เทศนา อบรมสั่งสอน การดำเนินมาตรการอื่นๆ ให้ประชาชนตระหนักถึงโทษของการเสพสุรา ในช่วงเทศกาลสงกรานต์เดือนเมษายนนี้ ซึ่งที่ประชุมมหาเถรสมาคมได้มีมติเห็นชอบร่วมกันเมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ที่จะให้ความร่วมมือในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว โดยจะได้มีการแจ้งให้เจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดทราบ เพื่อแจ้งวัดในเขตปกครองทราบและถือปฏิบัติต่อไป
ในตอนท้าย รองนายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า หากทุกคน ทุกภาคส่วน ร่วมมือกันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทั้งในระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ตำรวจ ภาคเอกชน ประชาชนทุกคน รวมถึงสื่อมวลชน ช่วยกันรณรงค์เกี่ยวกับโทษของการดื่มแอลกอฮอล์ การให้ความรู้แก่ประชาชน การเข้มงวดกวดขันในเรื่องวินัยจราจร และการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตลออจนการดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะช่วยลดการเกิดอุบัติภัยบนท้องถนนได้อย่างแน่นอน



