
เทศกาลลอยกระทง
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับเทศกาลลอยกระทง ซึ่งเป็นประเพณีของไทยเราที่มีสืบเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ถ้านับเป็นปีก็คงจะไม่ต่ำกว่า 500 ปี ซึ่งในปีนี้ก็มีการจัดงานลอยกระทงกันมากมายหลายแห่งอาจจะบอกได้ว่าทุกๆ จังหวัดของประเทศไทย จะต้องจัดงานลอยกระทงกันอย่างถ้วนหน้
แต่การจัดงานลอยกระทงที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดก็คงต้องเป็นที่ จังหวัดสุโขทัย อย่างแน่นอนเพราะทุกๆ ปีที่นั่นจะมีการจัดงานที่ยิ่งใหญ่หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการแสดงแสงสีเสียง หรือการแสดงมหรสพอื่นๆ มากมาย รวมถึงมีคนเข้างานมากที่สุดอีกต่างหาก
แต่สำหรับตัวผมไม่เคยร่วมงานลอยกระทงที่สุโขทัยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะที่ผ่านมาหลายปีแล้วผมจะต้องไปตีระนาดที่โรงแรมฮิลตันมิลเลเนียม หรืออาจจะบอกได้ว่าผมเล่นงานลอยกระทงอยู่ที่นั่นเป็นประจำทุกๆ ปี ซึ่งปีนี้ก็เช่นเดียวกันที่โรงแรมฮิลตันมิลเลเนียมก็จัดงานลอยกระทงที่บริเวณห้องอาหารชั้นล่างริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งบรรยากาศก็สวยงามไม่แพ้ที่อื่น
โดยทุกๆ ปีผมจะนำวงดนตรีร่วมสมัยไปขับกล่อมสร้างบรรยากาศให้แก่แขกที่ซื้อบัตรเข้ามาในงานซึ่งส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์จะเป็นชาวต่างชาติ และสำหรับไฮไลท์ของงานก็คือ การจุดพลุที่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงามตระการตา ซึ่งเป็นการร่วมทุนกันของ 4 โรงแรมในย่านบริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมูลค่าของพลุที่จุดกว่า 100 ดอกมีราคาเกือบสิบล้านบาท
ผมเองก็ยืนดูด้วยความสวยงามผสมความกึกก้องเสียงดังลั่นสนั่นแม่น้ำเจ้าพระยา เรียกว่าในบริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาผู้คนทั้งหมดเหมือนถูกสะกดให้หยุดอยู่กับที่ และแหงนขึ้นมองท้องฟ้ากันทุกคน แต่อีกมุมหนึ่งในความคิดของผมมันเหมือนกับเอาแบงก์พันไปจุดไฟแล้วโปรยลงมา ยังไม่ทันถึงแม่น้ำทุกสิ่งทุกอย่างก็ละลายหายไป เร็วกว่าน้ำพริกที่ตำแล้วเทลงแม่น้ำเสียอีก
เอาละครับ ทีนี้ก็จะมีงานลอยกระทงที่อื่นๆ ซึ่งผมก็ได้ไปร่วมงานกับเขาเหมือนกัน ก็คืองานลอยกระทงที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดขึ้นที่ สวนสันติชัยปราการ หรือที่เราเคยเรียกป้อมพระสุเมรุ ซึ่งในปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้จัดงานขึ้นสามวัน ตั้งแต่วันที่ 19-21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ภายใต้ชื่องานว่า “สีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง” ซึ่งในบริเวณงานก็จะเป็นการจัดงานแบบย้อนยุค มีการแสดงไทยๆ หลายอย่าง เช่น รำโทน และการแสดงแสงสีเสียง
ตัวผมเองก็ได้รับเกียรติจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้โชว์ระนาดเอกเป็นรายการสุดท้ายของวันที่ 19 ซึ่งเป็นวันแรกของงาน ซึ่งไฮไลท์ ของงานนี้ก็คือ การประกวดขบวนเรือตบแต่ง ซึ่งจะมีสถาบันต่างๆ รวมไปถึงภาคเอกชนได้ส่งเรือที่ประดับประดาในรูปแบบต่างๆ มาประกวดเพื่อชิงรางวัลถ้วยพระราชทานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเงินสดห้าแสนบาท
ส่วนที่สองก็จะได้รับถ้วยรางวัลของ นายกรัฐมนตรี พร้อมเงินรางวัลสามแสนบาท และที่สามก็จะได้รับถ้วยรางวัลของ รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเรือทั้งหมดที่ส่งเข้าประกวดจะมีทั้งหมด 11 ลำ ซึ่งจะตั้งขบวนกันตั้งแต่ สะพานสาทร ยาวไปถึงลำสุดท้ายที่ สะพานพระราม 9 เสร็จแล้วก็จะค่อยๆ แล่นเรียงกันมาเรื่อยๆ ทั้ง 11ลำ จนถึงบริเวณท่าน้ำของ สวนสันติชัยปราการ ก็จะหยุดชะลอให้คณะกรรมการได้ชมความงามและให้คะแนนจนถึงลำสุดท้าย ซึ่งตัวผมเองยืนดูด้วยความชื่นชม
โดยเรือทุกๆ ลำที่ส่งเข้าประกวดนั้นได้ตกแต่งกันอย่างสวยงามไม่แพ้กันเท่าไหร่ ซึ่งก็สร้างความลำบากใจให้แก่คณะกรรมการอย่างแน่นอน และขบวนเรือทั้งหมดที่ผมเห็นนั้น มันทำให้ผมนึกถึงเทศกาล “เทนจิน” หรือเทศกาลลอยกระทงของประเทศญี่ปุ่น ที่เมืองโอซากา ซึ่งผมไปสัมผัสมาเมื่อ 4 เดือนก่อนหน้าที่ผ่านมา และผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเราไปเลียนแบบเขามาหรือเปล่า แต่ถึงจะเป็นการเลียนแบบเขามามันก็คงไม่เสียหายอะไร ตรงกันข้ามกับเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำไป เพราะขบวนเรือที่แล่นผ่านผมทุกลำ มีความสวยงามทุกลำไม่แพ้ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ชาวต่างชาติที่ได้พบเห็น และเรือทุกลำที่ได้ลงทุนกันไปนั้นก็คงไม่ถือว่าเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพราะว่าเรือทุกลำมีมูลค่าหลักแสนต้นๆ เท่านั้นแถมยังวิ่งให้ผู้ชมได้ชมถึง 4 คืนซ้อน ตั้งแต่คืนวันที่ 18 ถึงคืนวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
และสำหรับเรือที่ชนะเลิศในการประกวดของงาน “สีสันแห่งสายน้ำมหกรรมลอยกระทง” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก็คือเรือของ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง เจ้ากรมทหาร ซึ่งตบแต่งเรือเป็นการแสดง ยุทธหัตถีหรือการชนช้างของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งผมเองก็ได้พูดคุยกับคุณเป็ด เจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยว่า ปีหน้าถ้าผมพอมีเวลาก็อาจจะส่งเรือเข้าประกวดกับเขาบ้าง เพราะคิดว่าความคิดของเราก็คงไม่แพ้คนอื่นเหมือนกัน และที่สำคัญก็คือ ถ้วยรางวัลของในหลวงนี่แหละครับที่ผมอยากได้มากที่สุด ไปล่ะครับ.....สวัสดีครับ
"ขุนอิน "



