
เล่นหูเล่นตา-ปลุก
เสียงนาฬิกาปลุก คือเสียงสวรรค์ของการเริ่มต้นผจญภัยครั้งใหม่ในชีวิต
กริ๊ง … ง … ง … ง
“ตื่นก็ได้วะ ซ้อมหนีไฟครั้งที่ร้อยแล้ว ไม่เห็นไหม้จริงซะที”
ฉันบ่นกระปอดกระแปดในใจก่อนลุกไปอาบน้ำเพราะเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังมาจากนอกห้อง ดังเหมือนนาฬิกาปลุกขนาดยักษ์ที่เอาไว้ปลุกผีเสื้อสมุทร นึกต่อไปว่าถ้าเกิดไฟไหม้จริงๆ ฉันคงเป็นคนเดียวที่ตายในที่เกิดเหตุ …
ตำรวจคงลงบันทึกประจำวันถึงสาเหตุการตายว่า “ไม่ใส่ใจ” ก็มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ คอนโดของฉันมีระบบป้องกันภัยที่แน่นหนาสุดๆ ก็ตรงสัญญาณไฟไหม้เนี่ยแหละ บางทีดึกๆ ตี 2 ตี 3 มันก็ดังขึ้นมาเฉยๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไร ตอนย้ายมาอยู่ใหม่ๆ ได้ยินเสียงนี้ดังขึ้นในเช้าวันหนึ่ง ฉันตะกุยตะกายขึ้นจากที่นอนแล้ววิ่งตาหลีตาเหลือกลงไปทางบันไดหนีไฟ 10 กว่าชั้น ไปที่ชั้นจอดรถแล้วยืนหอบอยู่ข้างรถตัวเองในชุดนอนที่มือถือถุงขยะติดมาด้วย (เอามาทำไมเนี่ย?) พอเสียงเงียบ ฉันลงไปถามพนักงานประจำคอนโด เขาตอบว่า
“ซ้อมหนีไฟครับ!”
ถึงแม้มันจะไม่ใช่เสียงของนาฬิกาปลุก มันก็ทำให้ฉันได้เริ่มต้นผจญภัยครั้งใหม่อย่างที่ว่า … การตีความที่แตกต่างในเรื่องเดิมๆ ก็ทำให้ความคิดเราต่างไปจากเดิม ตั้งแต่สมัยเรียนมาจนทุกวันนี้เสียงนาฬิกาปลุกในตอนเช้าคือเสียงสัญญาณสิ้นสุดของความสุขที่ดีกว่าเสียงแม่บ่น ดีกว่าตรงที่กดปุ่มแล้วมันหยุด แต่แม่ … ไม่เคยหยุด กำลังนอนสบายๆ ก็ต้องตื่นเพื่อไปทำอะไรๆ ซ้ำซากๆ อย่างที่เคยทำ ถ้าจะมองให้ลึกซึ้งแล้ว ชีวิตแต่ละวันมันก็ไม่เคยเหมือนเดิมสักวัน มันเปลี่ยนไปตามคนและเรื่องราวที่เข้ามาและถ้าจะสังเกตสักนิดตัวเราเองก็เปลี่ยนไปทีละนิดเช่นกัน โดยเฉพาะความคิด ดังนั้นถ้าเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการมองโลกในแง่ดีและมองเห็นทั้งสิ่งดีและสิ่งร้ายที่เข้ามาในชีวิตเป็นเรื่องของการผจญภัยแล้วก็เท่ากับเราได้เตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกเรื่องอย่างมีสติ (แม้จะแอบกลัวนิดๆ ก็เถอะ) … ก่อนออกจากบ้านฉันจะยกมือไหว้ศาลพระภูมิทุกวันแล้วอธิษฐานว่า
“ขอให้ลูกช้างเป็นคนดีมีสติ”
แทนที่จะขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองและปกปักรักษาอย่างที่เคยขอมา…ก็ในเมื่อตัวเราเองไม่ใช้ความดีและสติของเราคุ้มครองตัวเองจะมีสิ่งใดอีกหรือที่ช่วยเราไว้ได้ทันเวลาและศาสนาพุทธก็สอนไว้ว่า “ตนที่เป็นพึ่งแห่งตน” ไม่ใช่หรือ? อย่าแปลกใจที่ฉันไม่ชอบดูหมอ ไม่ซื้อหวย ไม่ห้อยพระ เพราะไม่ชอบยึดติด ชีวิตมันไม่แน่นอน ชีวิตนี้ไม่เคยได้อะไรมาฟรีๆ และชีวิตนี้ก็ไม่เคยเป็นอย่างที่หวังได้แต่เผชิญหน้าและผจญชีวิตไปวันๆ และถ้าชีวิตคือการผจญภัยก็ไม่เคยมีใครรู้ตอนต้นและตอนจบหรอก มันสนุกและท้าทายตรงที่เราจะผ่านเรื่องเลวร้ายและอุปสรรคไปได้อย่างไร คำตอบของฉันก็คือใช้สติกับสัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดที่อยู่ในตัวนั่นแหละ เพราะบางทีสติแตกหรือสติมันมาไม่ทันเหมือนรถตำรวจที่มาตอนจบ สิ่งเดียวที่จะช่วยให้รอดก็คือเดินตามสัญชาตญาณของเราไป (อย่าไปคิดเยอะ)
ชีวิตของคนเราคือส่วนผสมระหว่างความสุขและความทุกข์ที่ต่างคนก็ต่างอัตราส่วนกันไป บางคนสุขมากกว่า บางคนทุกข์มากกว่า อ่านเจอในหนังสือ “ตรงกลางที่ต่างกัน” บอกไว้ว่ามันไม่มีมากกว่าน้อยกว่าหรอก ถ้าเราไม่เอาไปเปรียบเทียบว่าสุขกว่าอะไร? หรือทุกข์กว่าใคร? และถ้าจะต่างกันมันคงต่างที่ต้นเหตุของสุขหรือทุกข์นั้นมากกว่า … (วุ้ยอีกนิดนึงจะไปบวชชีแล้ว)
แม้การผจญภัยในชีวิตของคนบางคนจะไม่น่าสนใจหรือไม่ใช่เรื่องที่จะหยิบยกออกมาโอ้อวดแสดงความเก่งกล้าได้ มันก็มีดีอยู่ในตัวเอาตัวรอดมาได้จนทุกวันนี้ได้ก็ถือเป็นนักผจญภัยที่ดีคนหนึ่ง เวลามีใครมาชวนไปท่องเที่ยวผจญภัยฉันมักจะส่ายหน้าด้วยความคิดที่ว่ารอดมาได้แต่ละวันนั้นก็คือการผจญภัยแล้ว ยิ่งคิดว่าพรุ่งนี้จะเอาอะไรกินนี่ก็ยิ่งผจญภัยเข้าไปใหญ่ ดังนั้นกีฬาเสี่ยงตายท้าความกล้าทั้งหลายจึงไม่อยู่ในสาระบบของฉัน ผจญภัยมาค่อนชีวิตแล้ว ไม่รู้ผจญจนชินหรือผจญจนแก่ เคยได้ยินมั้ยว่า
“คนวัยหนุ่มสาวคิดว่าการอยู่อย่างไม่มีความสุขคือความเจ็บปวด แต่คนแก่คิดว่าการอยู่อย่างไม่เจ็บปวดคือความสุข แค่ไม่เจ็บปวดก็คือความสุขแล้ว … ”
ถึงกระนั้นความสุขอย่างหนึ่งของทุกคนคือการที่ได้ตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ไม่ว่าจะได้ผจญภัยหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อย … ก็ยังมีชีวิตอยู่
ป.ล. ทุกวันนี้ฉันรักนาฬิกาปลุกขึ้นเยอะเลย
เจนนิเฟอร์ คิ้ม



