ไลฟ์สไตล์

คันฉ่องและโคมฉาย -หัวใจเศรษฐี (๕) ทรัพย์ภายนอกเป็นสิ่งวูบไหว

คันฉ่องและโคมฉาย -หัวใจเศรษฐี (๕) ทรัพย์ภายนอกเป็นสิ่งวูบไหว

21 พ.ย. 2553

ในพรรษกาลที่ ๕ พระพุทธองค์เสด็จนิวัติพระนครกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรดพระประยูรญาติ ในการเสด็จนิวัติพระนครคราวนั้น พระนางยโสธราพิมพา อดีตพระอัครชายาเรียกพระราชโอรสมารับสั่งเชิงนัดแนะว่า “ลูกรัก พรุ่งนี้เสด็จพ่อจะเสด็จมาเสวยที่วัง อย่าลืมนะลูกนะ เสด็จพ่อของลูกน่

ในวันแรกประสูติของพระองค์ มีขุมทองทั้งสี่ผุดขึ้นมาที่สี่มุมเมือง ราชสมบัติในพระนครกบิลพัสดุ์เป็นของเสด็จพ่อของลูก แต่เมื่อเสด็จพ่อของลูกเสด็จออกผนวชแล้ว สมบัตินั้นทั้งปวงต้องเป็นของลูก ขุมทองทั้งสี่ก็ของลูก ราชสมบัติก็ของลูก ราชบัลลังก์ก็ของลูก ลูกเอ๋ย ! พรุ่งนี้แล้วที่เสด็จพ่อของลูกจะกลับมาเยี่ยมเราอีกครั้งหนึ่ง นี่เป็นโอกาสของลูกแล้วนะ อะไรที่ควรเป็นสมบัติของลูก ต้องไปขอคืนมาให้ได้เชียวนะ” 

 วันรุ่งขึ้น เมื่อเสด็จมาเยือนพระนครแล้ว แทนที่จะเสด็จดำเนินตรงเข้าสู่พระนคร พระองค์กลับเสด็จดำเนินภิกขาจารไปตามถนนใหญ่ในเมืองตามแบบอย่างแห่งพุทธวงศ์ ที่สืบสายกันมาทุกพระองค์ พระตถาคตเสด็จดำเนินผ่านชานพระนคร ผ่านตรอกเล็กซอยน้อย ทะลุทะลวงไปในคามนิคม ในที่สุดก็เสด็จจาริกภิกขาจารมาจนถึงพระลานหลวง พระนางยโสธราพิมพาและพระราหุลกุมารทอดพระเนตรผ่านช่องพระแกลเห็นพระพุทธองค์และภิกษุสงฆ์หลายร้อยรูปกำลังเสด็จดำเนินตรงมาทางพระลานหลวง เสด็จแม่ทรงรับสั่งกับราชโอรสองค์น้อยว่า

  “ลูกรัก โน่นแน่ะ สมณะองค์ที่เดินนำหน้าน่ะลูก นั่นแหละเสด็จพ่อของลูกล่ะ ส่วนที่กำลังเดินตามเสด็จพ่อของลูกมานั้น คือพระอานนท์ พระพุทธอนุชา พระญาติวงศ์ของเราเองนะลูกนะ ลูกเอ๋ย ลูก ตามเสด็จพ่อของลูกไปเถิด แล้วอย่าลืมเสียล่ะ อะไรที่เป็นสมบัติของลูก จงขอคืนมาจากเสด็จพ่อของลูกทั้งหมดด้วย”

 พระพุทธองค์เสด็จดำเนินภิกขาจารไปตามลำดับ เจ้าชายน้อยทรงวิ่งลงจากพระตำหนัก  ตามพระพุทธองค์ไปต้อยๆ พอตามไปทัน ทรงไปยืนอยู่ข้างๆ พระพุทธองค์ พลางออกพระโอษฐ์ขอสมบัติตามที่เสด็จแม่นัดแนะไว้ “เสด็จพ่อ หม่อมฉันขอรับพระราชทานมรดกของเสด็จพ่อมาเป็นของหม่อมฉัน พระพุทธเจ้าข้าๆๆ ”พระพุทธองค์ทรงแย้มพระสรวล ทรงรำพึงว่า เห็นทีเสด็จแม่จะสอนกุมารน้อยนี้เป็นแน่ พระพุทธองค์ทรงรู้ทัน เพราะว่าเด็กวัยเจ็ดขวบ ไม่มีทางที่จะขออะไรอย่างนี้แน่นอน พระองค์ไม่ตรัสว่ายังไง เสด็จดำเนินทรงอุ้มบาตรภิกขาจารต่อไปตามปกติ พระราหุลกุมารน้อยวิ่งตามต่อไปพลางดำรัสขอรัชสมบัติซึ่งเป็นมรดกตกทอด  

 “เสด็จพ่อ ขอสมบัติ”, “เสด็จพ่อ ขอมรดก”, “เสด็จพ่อ ขอทองคำ”

  พระพุทธองค์ยังคงแย้มพระสรวลในความเงียบ ไม่ตรัสว่ากระไร ทรงแย้มพระสรวลพลาง เสด็จดำเนินไปพลางจนกระทั่งกลับถึงวัด ล้างพระบาท วางบาตร ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ 
“มานี่สิลูก ไหนว่ายังไง ลูกอยากได้อะไรนะ” 
“เสด็จพ่อ ลูกอยากได้มรดก ของทุกอย่างที่เป็นของของเสด็จพ่อ มันควรจะเป็นของลูก” 
“ลูกอยากได้มากใช่ไหม”
“ขอรับ เสด็จพ่อ”

 พอพระราหุลกุมารทูลรับเท่านั้นแหละ ทรงมอบหมายให้พระภิกษุรูปหนึ่งนำพระราหุลกุมารไปปลงพระเกศา เมื่อพระกุมารถูกปลงพระเกศาแล้ว เสด็จกลับมายังที่ประทับ ทรงรับสั่งถามย้ำ
“อยากได้สมบัติใช่ไหมลูก” 
“ขอรับเสด็จพ่อ” 
“เอาล่ะ ถ้างั้นว่าตามพ่อนะลูกนะ”
“พุทธํ  สรณํ  คจฺฉามิ : ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธ  ว่าเป็นที่พึ่ง
ธมฺมํ  สรณํ  คจฺฉามิ : ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรม  ว่าเป็นที่พึ่ง
สงฺฆํ  สรณํ  คจฺฉามิ : ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์  ว่าเป็นที่พึ่ง”

 ด้วยการรับไตรสรณคมน์ คือ การเปล่งวาจาขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง พระราหุลกุมารกลายเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา เป็นอันว่า สมบัติที่พระกุมารทรงประสงค์ก็ "โลกียสมบัติ” หรือ “โลกียทรัพย์” แต่สมบัติที่เสด็จพ่อประทานให้ก็คือ “อริยสมบัติ” หรือ “อริยทรัพย์” นั่นก็คือความเป็นสามเณร ซึ่งเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของสมณะผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

ว.วชิรเมธี