
จีนแจงห่วงปท.อยู่ลุ่มแม่น้ำโขงแห้ง
มหาวิทยาลัยขอนแก่นร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำงานวิจัยที่ศึกษาร่วมกับนักวิจัยทรัพยากรน้ำชุมชนในลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล มาถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณากรเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ
เว็บไซต์สถานีวิทยุซีอาร์ไอของจีนได้รายงานเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนว่า นายหงเหล่ย โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวในงานแถลงข่าวที่กรุงปักกิ่งว่า จีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมและภาวะนิเวศในกระบวนการบุกเบิกทรัพยากรน้ำของแม่น้ำล้านช้างหรือแม่น้ำหลันชางเจียง (แม่น้ำโขง) มาโดยตลอด พร้อมตระหนักถึงผลประโยชน์ของประเทศที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำล้านช้างตอนปลายอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตามเมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำของแม่น้ำโขงเป็นผลมาจากฝนตกไม่เป็นปกติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศทั่วโลก ความคิดเห็นที่ว่า การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำของแม่น้ำโขงเกิดจากการสร้างเขื่อนของจีนนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
มข.ชูภูมิปัญญาชุมชนต้นแบบแก้โขงแห้ง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 พงย. 53 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกรมทรัพยากรน้ำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำงานวิจัยจากโครงการศึกษาวิจัยพัฒนาวิถีชีวิตและบทบาทของชุมชนในพื้นที่วิกฤติอุทกภัย จากกรณีศึกษาพื้นที่ลุ่มน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่ศึกษา 60 ชุมชน 17 จังหวัด ที่กระจายตัวอยู่ใน 3 ลุ่มน้ำ คือ โขง ชี และมูล มาเผยแพร่ โดยการพูดคุยในครั้งนี้ เน้นให้ชุมชนได้นำเสนอผลงานการวิจัย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ โดยมีตัวแทนชุมชน นักวิชาการ อบต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมแลกเปลี่ยน
นายสุเทพ ชื่นใจ นักวิจัยทรัพยากรน้ำชุมชน บ้านหนองแก ต.หนองไผ่ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เล่าว่า ชาวบ้านในลุ่มน้ำห้วยสามหมอ รวมกลุ่มบริหารจัดการน้ำมากว่า 5 ปี โดยได้ช่วยกันศึกษา รวบรวมข้อมูลความเป็นมา จัดตั้งคณะกรรมการระหว่างชุมชน วางแผนจัดกิจกรรม และสรุปบทเรียนปัญหาและอุปสรรค ในการบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำได้อย่างเป็นระบบ ถึงแม้จะไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด แต่การให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วม นอกจากจะทำให้กิดความสามัคคีระหว่างชุมชน ยังลดความสูญเสียได้ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
รศ.ดร.ประสิทธิ์ ประคองศรี หัวหน้าโครงการศึกษาวิจัย กล่าวว่า ได้ร่วมกับชาวบ้านทำการรวบรวมภูมิปัญญาการจัดการน้ำ มีชุมชนต้นแบบที่ใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านมาบริหารจัดการน้ำที่ได้ผล อาทิ การใช้ระหัดวิดน้ำหรือกังหันในการวิดน้ำ การทำคันดินป้องกันน้ำล้นตลิ่ง การจัดทำธนาคารน้ำไว้ใช้ในพื้นที่การเกษตรช่วงฤดูแล้ง
นอกจากนี้ในชุมชนได้มีการนำเรื่องสัตว์มาช่วยพยากรณ์สภาพดินฟ้าอากาศในแต่ละปี เช่น การสร้างรังของมดแดง หากปีใดที่ทำรังสูง แสดงว่าปีนั้นลมพายุน้อยและฝนตกไม่รุนแรง มด-ปลวกขนไข่ขึ้นที่สูง น้ำมาก และการสังเกตเส้นสีดำที่กลางตัวอ่อนด้วงที่อาศัยอยู่ในขี้ควาย ถ้าเส้นยาวตลอดตัว แสดงว่าน้ำปีนั้นจะอุดมสมบูรณ์ตลอดฤดู ถ้าเส้นขึ้นเฉพาะส่วนหัว จะมีฝนมากช่วงต้นฤดู เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นถูมิปัญญาพื้นบ้านที่ชาวบ้านนำไปวางแผนการบริหารจัดการน้ำได้
ส่วนการเกิดปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทำให้ทราบว่า ไม่ใช่ส่งผลเสียต่อพื้นที่เท่านั้น แต่กลับพบว่าในบางพื้นที่เช่น หลายหมู่บ้านในต.ขามทะเลสอ อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา มีชาวบ้านตื่นตัวสนใจเรื่องการเตรียมพร้อมในการรับมือน้ำท่วมมากขึ้น โดยเตรียมพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ และวันที่ 5 ธค. นี้ จะร่วมจัดประชุมประชาคม เพื่อจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาข้อมูลเรื่องการบริหารจัดการน้ำในชุมชน แต่งตั้งคณะกรรมการ มีกิจกรรมการดำเนินงาน
" การแก้ปัญหาน้ำท่วมอาจทำได้ยากเพราะเป็นปัญหาที่มีมานานและต้องแก้ไขในภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งการจัดการน้ำแบบบูรณาการจะช่วยให้ชาวบ้านได้เตรียมตัว เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพยสินได้ " รศ.ดร.ประสิทธิ์กล่าว



