
เหตุที่ฉันสนใจกล้วยไม้ (9)
ฉันเป็นคนมีนิสัยไม่ชอบขอเงินจากใคร แม้แต่การขอจากราชการ ฉันก็ไม่ชอบ
ดังตัวอย่าง การวิจัยพืชผักเมืองหนาวในฤดูอากาศเย็นจัด ฉันทำงานเปรียบเทียบคุณภาพของพันธุ์กะหล่ำปลี เธอรู้ไหมว่าฉันใช้เครื่องมืออะไรวัดขนาดของหัวกะหล่ำปลี ใช้ประดิษฐ์เครื่องมือที่เรียกกว่า “คาลิเบอร์” โดยใช้ไม้สักแทนโลหะจนกระทั่งสามารถขยับได้เลื่อนได้ ทำให้วัดขนาดหัวกะหล่ำปลีได้สำเร็จโดยไม่ต้องซื้อหาเครื่องมือจากเมืองนอกแม้แต่บาทเดียว แล้วมันก็นำมาใช้อย่างได้ผล แม้เคลื่อนไปบ้างเล็กน้อยเราก็ใช้การคำนวณทางสถิติประเมินได้ไม่ยาก ความจริงน่าจะเก็บเครื่องมือชิ้นนี้เอาไว้เป็นอนุสรณ์ให้ชนรุ่นหลังได้นำไปคิด
ผลงานดังได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด เธอโปรดอย่าคิดว่าจะไม่มีใครรู้ใครเห็น คำพูดแบบปากต่อปากนี่แหละที่มันสำคัญยิ่งกว่าอย่างอื่น ปรากฏว่าผลงานของฉันเท่าที่ผ่านผลมาแล้วประมาณ 1 ปี เรื่องนี้ได้แพร่กระจายไปเข้าหูผู้บังคับบัญชาชั้นผู้ใหญ่ในกรมซึ่งอยู่กรุงเทพฯ
เชื่อไหมว่า งานค้นคว้าเรื่องกล้วยไม้ที่ฉันแอบทำอย่างลับๆ ถ้าคิดว่าทางการไม่เห็นด้วยมันก็ใช่ แต่คุณงามความดีที่เกิดการจาการทำงานในราชการดังได้กล่าวมาแล้ว มันกลบงานนี้เสียหมด
เป็นอันว่าการแอบทำเรื่องกล้วยไม้นั้น ทางการก็รู้ว่าฉันทำแต่ถึงขนาดผู้บังคับบัญชาชั้นผู้ใหญ่มาตรวจงานแทนที่จะว่ากล่าว กลับซื้อกล้วยไม้มาฝากเพื่อเอาอกเอาใจให้ฉัน นี่แหละที่เขาเรียกว่า “ใช้คุณงามความดีเข้าข่ม”
โบราณได้กล่าวฝากไว้ว่า “น้ำเซาะหิน หินยังกร่อน ถ้าจิตใจคนไม่ได้แข็งอย่างหิน” ดังนั้นการใช้คุณงามความดีเป็นอาวุธต่อสู้กับความไม่ชอบธรรมเราก็เริ่มเห็นเงาของความสำเร็จ แม้จะน้อยนิดแต่แนบอกแล้วว่า อย่าดูถูกของเล็ก วันหนึ่งมันจะกลายเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นได้เอง แต่ขอให้คำอย่างดีที่สุดเท่านั้นเป็นพอ
หวนกลับมานึกถึงเรื่องกล้วยไม้ จากจิตวิญญาณที่รักอิสรภาพของฉัน ครั้นหวนกลับไปนึกถึงช่วงซึ่งตนยังมีอายุไม่มากนัก หลังจากพบความจริงว่าบรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่รวมทั้งเจ้านายบางองค์ได้นำเอากล้วยไม้ลูกผสมบ้างไม้ป่าจากเขตร้อนของทวีปอเมริกาบ้างสั่งจากเมืองนอกมาปลูกเล่น
อีกทั้งยังทำให้รู้สึกว่าคนกลุ่มนี้ได้นำเอากล้วยไม้มาประดับบารมีรวมทั้งแสดงถึงความยิ่งใหญ่ จึงทำให้ฉันเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีสำหรับคนไทย โดยเฉพาะชนระดับล่างซึ่งเป็นเกษตรกรชาวบ้าน
"ระพี สาคริก"



