ไลฟ์สไตล์

10:1เด็กไทยใช้คอมพ์"อภิสิทธิ์"ชูธงไอซีทีเพื่อการศึกษา

10:1เด็กไทยใช้คอมพ์"อภิสิทธิ์"ชูธงไอซีทีเพื่อการศึกษา

17 พ.ย. 2553

"คุณภาพ ICT เพื่อคุณภาพการศึกษาไทย” หนึ่งใน 6 จุดเน้นเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย ตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 เปิดตัวยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี จ.นนทบุรี มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานในพิธ

 ในงานคับคั่งไปด้วยผู้บริหารระดับสูงของศธ. ตั้งแต่นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศธ. นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ปลัด ศธ.  ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) รศ.ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) และผู้เข้าร่วมชมนิทรรศการอีกหลายร้อยคน

 ไฮไลท์สำคัญของงานอยู่ที่พิธีรับมอบเงินจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จำนวน 75 ล้านบาท ที่ส่งมอบเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 เป็นก้อนแรก และในเดือน ธันวาคม 2553 กทช.จะมอบให้อีก 25 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา กองทุนดังกล่าวจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนเงินทุนให้แก่หน่วยงานต่างๆ ไปใช้ในการวิจัย พัฒนา สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ด้านการใช้ไอซีทีเพื่อการศึกษา รวมถึงการพัฒนาครู บุคลากรรองรับด้วย

 ว่ากันว่าระหว่างที่ "กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีฯ" ยังเดินหน้าไม่ได้ เพราะพ.ร.บ.สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ยังไม่ประกาศใช้ ซึ่งพ.ร.บ.สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา กำหนดให้มีการจัดตั้งบอร์ดขึ้นมาบริหารจัดการเงินกองทุน และให้ตั้งสำนักงานกองทุนทำหน้าที่เป็นฝ่ายออฟฟิศ ดังนั้น ศธ.ได้แก้ปัญหาด้วยการออกระเบียบและประกาศจัดตั้งบอร์ดชั่วคราวและสำนักงานชั่วคราวก่อน รวมทั้งประกาศกระทรวงรองรับการใช้เงินของกองทุน

 นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ปลัด ศธ. กล่าวว่า สำนักงานชั่วคราวได้จัดตั้งภายในสำนักปลัดศธ. ส่วนบอร์ดชั่วคราวนั้นได้เสนอรมว.ศธ.เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ทั้งบอร์ดและสำนักงานชั่วคราวจะถูกยุบเมื่อ พ.ร.บ.สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ประกาศใช้ และมีการจัดตั้งบอร์ดและสำนักงานตัวจริง

 ทั้งนี้ในงาน “คุณภาพ ICT เพื่อคุณภาพการศึกษาไทย” นายกรัฐมนตรี  ได้ปาถกฐาพิเศษ ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษที่ยอมรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต และโครงสร้างทางสังคม ทั้งนี้ ปี 2542 ตนได้มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายการศึกษาและเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 1 และในกฎหมายดังกล่าวมีบทบัญญัติ ว่าด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษามีเป้าหมายระดมความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ และธุรกิจสนับสนุน ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดเพราะมีข้อจำกัดหลายประการ

 "เมื่อรัฐบาลตัดสินใจจะเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา ทศวรรษที่ 2 ผมได้เน้นย้ำ ศธ. เร่งเดินหน้าพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยรัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณและผลักดันการจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รองรับการจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีฯ เข้าสู่สภาฯ ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

 ส่วนของ ศธ. ผมอยากเน้นย้ำว่าการจะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้ได้คุณภาพนั้น จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องอาศัยปัจจัยสำคัญคือ การฝึกฝนพัฒนาคนซึ่งหมายถึงครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียนให้มีความรู้ มีประสบการณ์ ได้มีทัศนคติที่ดีทั้งต่อการใช้เทคโนโลยีในส่วนการบริหารจัดการ ใช้ในการเรียนการสอนแต่เทคโนโลยีเหมือนดาบสองคม หากใช้ในทางที่ดีก็จะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เป็นปัจจัยที่หนุนไปสู่ความสำเร็จ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

 อย่างไรก็ตามพิมพ์เขียวการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษานั้น ไม่ได้มีเฉพาะการจัดตั้งกองทุน นายสมบัติ สุวรรณพิทักษ์ รองปลัด ศธ.ที่จับงานนี้มาแต่ต้นให้ภาพรวมการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาว่า นอกจากการตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ แล้ว ศธ.จะต้องทำเรื่อง 3Ns ด้วย

 เรื่องแรกคือ National Education Network : NEdNet เป็นแผนการสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของสธ.ให้เชื่อมโยงทุกสถานศึกษาในสังกัด 2.National Education Information System : NEIS จัดตั้งศูนย์สารสนเทศเพื่อการศึกษาแห่งชาติ เป็นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการศึกษา ทั้งข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลพัฒนาบุคลากร ให้เชื่องโยงกัน ทุกหน่วยงานสามารถดึงไปใช้ได้และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกระทรวงอื่นด้วย เช่น ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกระทรวงมหาดไทย และ National Learning Center : NLC ศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ รวบรวมองค์ความรู้และเผยแพร่ความรู้นั้นผ่านเว็บไซต์ของศธ.

 ด้านนายชินวรณ์ กล่าวว่า เพื่อการเดินหน้าทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ศธ.ได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการทำงานโดยกำหนดวงเงินงบประมาณในปี 2554 จำนวน 109,450 ล้านบาทสำหรับดำเนินการ และเพื่อให้การเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศทุกระดับการศึกษา ศธ.ได้ของบประมาณโครงการไทยเข้มแข็ง หรือ SP2 จำนวน 2,300 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อคอมพิวเตอร์โดยในปีงบประมาณ 2553 จัดซื้อแล้วจำนวน 1.4 แสนชุด ในปีงบประมาณ 2554 จะจัดซื้อเพิ่ม 1.2 แสนชุด ใช้งบประมาณ 6,000 ล้านบาท คาดว่าภายใน 3 ปี (2553-2555) เป้าหมายที่กำหนดให้นักเรียน 10 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง นอกจากนี้ได้มอบให้สำนักงานปลัด ศธ. ไปจัดทำฐานข้อมูลกลางเพื่อรวมรวบจำนวนครู และบุคลากรทางการศึกษาของทุกสังกัด และจำนวนนักเรียนโดยใช้เลขประจำตัว13 หลักเป็นฐานข้อมูลด้วย

 นายเฉลียว กล่าวว่า ในการทำฐานข้อมูลกลางนั้นจะต้องแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก คือ ครูและอาจารย์ ส่วนที่ 2 คือ นักเรียน นักศึกษา ขณะนี้เรามีประมาณ 14-15 ล้านคน แต่จากที่ให้เจ้าหน้าที่สารสนเทศลงไปสำรวจโดยใช้ฐานข้อมูลเลข 13 หลักพบว่า ขณะนี้มีข้อมูลซ้ำซ้อนถึง 1 แสนราย ซึ่งตรงนี้จะลงไปตรวจสอบและหาสาเหตุที่แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง และส่วนที่ 3 คือข้อมูลจำนวนรับนักเรียน นักศึกษาของแต่ละสถานศึกษาที่ชัดเจน

 0 สุพินดา  ณ มหาไชย 0 รายงาน