
เตือนม.วิจัยอย่าเน้นแต่พัฒนาผลงานวิจัย
คลังสมองเตือนม.วิจัยอย่าหลงประเด็นเน้นแต่พัฒนาผลงานวิจัย จนละเลยหน้าที่ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ แนะรัฐหนุนงบเพิ่มให้ม.เอกชนมากขึ้นหวังช่วยแบ่งเบาภาระให้ม.รัฐ
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ศ.ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนา “มหาวิทยาลัยไทยบนเวทีโลก” ครั้งที่ 1 : ”อุดมศึกษาโลกหลังวิกฤติเศรษฐกิจ : มุมมองจาก OECD” ที่โรงแรมสวิสโฮเทล เลอ คองคอร์ด ว่า ขณะนี้คลังสมองได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัยจำนวน 8 แห่ง ได้แก่ มรภ.พระนคร มรภ.สวนดุสิต มรภ.จันทรเกษม มรภ.พระนครศรีอยุธยา มรภ.วไลยอลงกรณ์ และมรภ.สุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ทำการรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในจะสมัครเข้าเรียน
นอกจากนั้นยังทำการสำรวจนักศึกษาชั้นปีที่3-4 ประมาณ 30,000 คน โดยให้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับการเรียนการสอน การเรียนในห้องเรียนว่าเป็นอย่างไร ร่วมถึงกิจกรรมที่ทำภายในมหาวิทยาลัยรวมถึงสิ่งแวดล้อมเอื้อต่อการเรียนการสอนหรือไม่ และจะส่งข้อมูลที่ได้ทั้งหมดจะส่งกลับไปให้มหาวิทยาลัย เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบและปรับปรุงการเรียนการสอน คาดว่าน่าเสร็จภายในเดือน ม.ค.2554 นี้ และในปีต่อไปจะชวนมหาวิทยาลัยอีก 30 แห่งเข้าร่วม
ผอ.สถาบันคลังสมองของชาติ กล่าวต่อว่า มหาวิทยาลัยในหลายประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินยกเว้นออสเตรเลียและเดนมาร์กที่ไม่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเดนมาร์กเนื่องจากมีการปฏิรูปโดยการยุบรวมมหาวิทยาลัยจึงพ้นวิกฤติครั้งนี้ ส่งผลให้รัฐบาลต้องลดงบฯอุดหนุนมหาวิทยาลัย ขณะที่สังคมคาดหวังบทบาทของมหาวิทยาลัยนอกเหนือจากการผลิตบัณฑิตเท่านั้น มหาวิทยาลัยจึงต้องเผชิญกับสภาวะกดดันที่ต้องผลิตบัณฑิตให้ได้คุณภาพภายใต้งบฯที่ถูกตัดและสังคมคาดหวัง มหาวิทยาลัยหลังยุควิกฤติการเงินต้องบริหารในลักษณะผู้ประกอบการที่คำนึงถึงความอยู่รอด
โดยไม่ใช่มองว่าทำเพื่อสังคมและเป็นมหาวิทยาลัยไม่แสวงหากำไร และบางประเทศถึงขั้นมีข้อเสนอให้ยุบรวมมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกัน และบางแห่งจ้างบริษัทที่ปรึกษามาวางการบริหารจัดการ เช่น อังกฤษต้องยุบรวมมหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งพัฒนามหาวิทยาลัยบางแห่งซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลว่าจะสวนทางกับปรัชญาความเท่าเทียมกันทางการศึกษา
อย่างไรก็ตามอีกปัจจัยที่ส่งผลให้คุณภาพการศึกษาหรือพันธกิจเดิมเบี่ยงไปคือ การจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นใช้ตัวชี้วัดแบบรวบยอด วัดผิดจุด หรือใช้วิธีนับตัวแทนของคุณภาพ เช่น งบประมาณที่ใช้ จำนวนอาจารย์ จำนวนบทความตีพิมพ์ ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัย การมีงานทำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในประเทศกำลังพัฒนาที่อยากติดอันดับโลก ก็อาจจะพยายามหาคำตอบง่ายๆ จนสุดท้ายอาจไม่ทราบว่าบัณฑิตได้อะไรและคุณภาพการศึกษาเป็นอย่างไร
ศ.ดร.ปิยะวัติ กล่าวต่อว่า ในส่วนของประเทศไทยซึ่งขณะนี้กำลังผลักดันให้มหาวิทยาลัยพัฒนาตนเองสู่การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย มหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่ให้เกิดความสมดุลทั้งเรื่องการทำงานวิจัยและการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ ไม่ใช่หลงประเด็นเน้นแต่พัฒนาผลงานวิจัยซึ่งถือว่ามหาวิทยาลัยทำหน้าที่ไม่ครบถ้วน นอกจากนั้นรัฐบาลต้องสนับสนุนมหาวิทยาลัยเอกชนมากขึ้นเพื่อให้สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพหากสถาบันอุดมศึกษาไม่เพียงพอที่จะรับบัณฑิต



