
สธ.เตือนลอยกระทงวันหยุดสถิติการจมน้ำตายสูง
กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนระวังและป้องกันการจมน้ำตายในวันลอยกระทง ซึ่งตรงกับวันหยุด หลังพบสถิติการจมน้ำตายสูงกว่าวันธรรมดาเกือบ 3 เท่า ปีที่แล้วจมน้ำตายในวันลอยกระทงวันเดียว 20 ราย นอกจากนี้ยังต้องระวังเรื่องของการเล่นพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ ซึ่งอาจมีอัน
วันนี้ (15 พฤศจิกายน 2553) นายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า วันลอยกระทงในปี 2553 นี้ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน จากข้อมูลการเสียชีวิตจากการจมน้ำ ของสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค และสํานักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ถ้าวันลอยกระทงตรงกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะพบว่ามีคนจมน้ำเสียชีวิตสูงกว่าวันลอยกระทงที่เป็นวันธรรมดาเกือบ 3 เท่า ซึ่งวันธรรมดาจะมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ ประมาณ 11 คนต่อวัน เช่น ในปี 2549 (ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย.) มีคนจมน้ำเสียชีวิตถึง 29 คน และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2548–2552)เฉพาะในวันลอยกระทงวันเดียวมีคนจมน้ำเสียชีวิตรวมกันถึง 102 คน โดยเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จํานวนถึง 36 คน หรือร้อยละ 35.3 ของทุกกลุ่มอายุ หรือ 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิต ส่วนในปี 2552 เฉพาะในวันลอยกระทงวันเดียว มีคนจมน้ำเสียชีวิตสูงถึง 20 คน
ในปี 2553 นี้ ประชาชนจึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการไปลอยกระทงเพราะเสี่ยงต่อการจมน้ำและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ กรณีเป็นเด็กควรดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้เด็กอยู่ใกล้แหล่งน้ำตามลําพัง หรือยืนใกล้บริเวณขอบบ่อ/สระ เพราะอาจพลัดตกลงน้ำได้ ไม่ปล่อยให้เด็กลงไปเก็บกระทงหรือเก็บเงินในกระทงเพราะเด็กอาจจมน้ำ โดยเฉพาะในช่วงนี้เป็นช่วงที่มีอากาศเย็น การลงไปในน้ำอาจทําให้เกิดตะคริวได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์เมื่ออยู่ใกล้แหล่งน้ำ จากข้อมูลสํานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่า การจมน้ำเสียชีวิตมีแอลกอฮอล์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องสูงถึงร้อยละ 12.6 นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกําหนดพื้นที่ที่ชัดเจนสําหรับการลอยกระทงและควรมีผู้ดูแลพร้อมทั้งเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือที่หาได้ง่ายไว้ในบริเวณดังกล่าว หากพบคนตกน้ำ ต้องรู้วิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง ห้ามกระโดลงไปช่วยอย่างเด็ดขาดเพราะอาจจะทําให้ถูกกอดรัดและจมน้ำเสียชีวิตพร้อมกัน จึงควรช่วยเหลือโดยตะโกนเรียกให้คนมาช่วย และหาอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวสําหรับช่วยเหลือ เช่น ไม้ ถังแกลลอนเปล่า เชือก หรือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวได้
นายแพทย์มานิต กล่าวต่อไปว่า ประชาชนยังต้องระวังเรื่องของการเล่นพลุ ประทัด และดอกไม้ไฟ ซึ่งอาจมีอันตรายทำให้เสียโฉม นิ้วขาด หรือตาบอดถาวรได้ จากข้อมูลของสํานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่า ปี 2551-2552 วันลอยกระทง มีการบาดเจ็บรุนแรงจากเปลว หรือสะเก็ดดอกไม้ไฟ พลุ สูงกว่าวัน ส่งท้ายปีเก่า วันออกพรรษา และวันขึ้นปี่ใหม่ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยในแต่ละวัน ในทั้งสองปีถึง 24-30 เท่า เจ้าหน้าที่จึงควรจุดดอกไม้ไฟหรือพลุอย่างถูกวิธีตามข้อแนะนําอย่างเคร่งครัด โดย จุดในที่โล่ง ราบ ห่างไกลจากบ้านเรือน ใบไม้แห้งและวัตถุไวไฟ ตรวจสอบว่าคนอื่นอยู่ห่างจากดอกไม้ไฟหรือพลุเพียงพอ ห้ามพยายามจุดดอกไม้ไฟหรือพลุที่จุดแล้วไม่ติดอย่างเด็ดขาด ควรเตรียมถังน้ำไว้ 1 ถัง ใกล้ตัวเสมอเพื่อดับเพลิง หรือดอกไม้ไฟ พลุ ที่จุดแล้วไม่ติด ควรหาวิธีปกป้องอวัยวะที่มีโอกาสได้รับบาดเจ็บ เช่น มือ ตา ใบหน้า ห้ามไม?ให?เด็กจุดดอกไม?ไฟหรือพลุเองอย่างเด็ดขาด หากประชาชนพบเห็นผู้บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ดูแลบริเวณนั้นๆ หรือโทรแจ้ง 1669 โดยเร็วที่สุด



